“ประชาธิปไตยที่เป็นระบบเลือกตั้ง มีแพ้ มีชนะ แต่ประชาธิปไตยภาคประชาชน เราทุกคนชนะ อย่างเช่นวันนี้ เรามีความสุขร่วมกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน แบ่งปันและดูแลกันและกัน คุยกันเรื่องส่วนรวมเพื่อความสุขร่วมกัน”

ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ในงาน “การเมืองภาคพลเมืองเพื่อการจัดการความมั่นคงของตนเอง” วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๖ ณ อุทยาน ร. ๒ สมุทรสงคราม

แม่กลอง ฉันรู้จักเมืองนี้ผ่านบทเพลง “มนต์รักแม่กลอง” เพียงชื่อก็ทำให้คิดว่า แม่กลองคงมีมนต์ขลังอะไรบางอย่างที่สะกดใจให้ “รัก”

ฉันมีโอกาสได้รู้จักมักคุ้นกับคนแม่กลองหลายวาระ โดยมากก็ในการอบรมสัมมนา ทุกคนที่ฉันพบทำให้ฉันสงสัยว่า เหตุใดชาวแม่กลองจึงรักสายน้ำแม่กลอง หวงแหนแผ่นดิน และมีพลังมุ่งมั่นรักบ้านเกิด (คนกรุงเทพน้อยคนที่จะเรียกตัวเองว่า เป็นชาวแม่น้ำเจ้าพระยา)

ล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๗ และ ๑๘ มกราคม ฉันได้ไปเยือนชาวแม่กลองอีกครั้งถึงถิ่น และได้แจ้งแก่ใจว่า อะไรคือมนต์รักของแม่กลอง

ฉันตามอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ไปร่วมงาน  “การเมืองภาคพลเมืองเพื่อการจัดการความั่นคงของตนเอง” ตามคำเชิญและชวนของอาจารย์อุษา เทียนทอง แห่งมหาวิทยาลัยชีวิต ผู้หญิงเก่งและมุ่งมั่นต่อการทำงานการเมืองภาคพลเมืองมากว่า ๑๕  ปี

จากกรุงเทพไปราว ๑ ชั่วโมงเศษ (รถติดเล็กน้อย) ฉันพบกับร่องรอยของอดีต ที่ยังคงดำรงอยู่ในวิถีปัจจุบันของชาวแม่กลอง … เรียบง่าย สงบ งดงาม อุดมด้วยอาหารหลากรส ศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ

ก่อนจะถึงเวลางานในช่วงเย็นวันศุกร์  พวกเราใช้เวลาสัมผัสกับสายน้ำแม่กลอง และจิตวิญญาณของคนที่นี่ เราเดินไปตามถนนยางมะตอยสองเลน ที่ขนาบด้วยสวนผักและผลไม้แบบผสมผสาน มีทั้ง สาเก กล้วย ลิ้นจี่ ส้มโอ ผักต่าง ๆ ดูรก ๆ แต่ก็สวยดี

เมื่อเดินขึ้นสะพานข้ามคลอง เราเห็นบรรยากาศสองฝั่งคลองย่อยจากแม่น้ำ ยังคงสงบงาม สายน้ำใส กลิ่นสะอาด ชาวบ้านพายเรือขายของ

ริมถนนมีนั่งร้านเล็ก ๆ ขายก๋วยเตี๋ยวและก๋วยจั๊บชามละ ๑๕ บาท รสชาติอร่อยเกินราคา แม่ค้าขนมปากหม้อก็ทำสด ๆ ช้าหน่อยแต่ปราณีต แป้งสด ไส้อร่อย เป็นมื้อกลางวันของเราที่ย่อมเยาราคา แต่มากด้วยความอิ่มอร่อย ทั้งจากรสมือและรอยยิ้มของผู้ทำอาหาร

กลับมาที่รีสอร์ท ฉันนั่ง ทำงานสบาย ๆ รับลม ปลาตะเพียนตัวโตโผล่มาทักทายและรับอาหารเม็ดที่โปรยให้ นก King Fisher สีฟ้าปรอทตัวเล็กโฉบผ่านผิวน้ำ เสียงแห่งความเงียบถูกขัดจังหวะเป็นระยะ ๆ ด้วยเรือหางยาวที่พานักท่องเที่ยวเยี่ยมชมบรรยากาศแม่กลอง เราโบกมือทักทายกัน ประสาคนไม่รู้จัก ที่อยากแบ่งปันความเบิกบานที่ได้รับจากสายน้ำนี้

บ่ายคล้อย เราเดินทางไปที่อุทยาน ร. ๒ สนามเขียวกว้างขวาง จัดวางด้วยพันธุ์ไม้ไทย และบ้านทรงไทยอันวิจิตร รูปปั้นตัวละครในวรรณกรรมพาให้คิดถึงเรื่องเรื่องในอดีตที่เคยอ่านท่อง (และลืมไปแล้วเรียบร้อย) อดีตเริ่มกลับมา และเรารู้ว่า เราโหยหาอดีตเหล่านั้นเพียงใด …หรือนี่คือจุดขายของแม่กลอง

เรา คือ ทีมผู้จัดงาน และอาจารย์ชัยวัฒน์นั่งคุยกันที่ริมน้ำ ช่วยกันมองว่า งานจะดำเนินอย่างไร เพื่ออะไร เราจะทำให้คนเห็นความหมาย ความสำคัญของแผ่นดินและผืนน้ำกลองได้อย่างไร ให้เขาตระหนักถึงความท้าทายที่รุกคืบเข้ามาในพื้นที่ และให้เขาได้แรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาเป็นพลเมือง ผู้ที่เป็นกำลังของเมือง ทำเมืองให้น่าอยู่ สร้างสุขและชีวิตให้กับทุก ๆ คน

ลมเย็น ๆ อากาศใส ๆ ฟ้ากว้าง ๆ — ฉันไล้สายตาไปตามสายน้ำ ใจเปิดกว้างและทอดไกล ไม่มีตึกสูง สิ่งก่อสร้างปิดกั้นวิวของแม่น้ำ — ปิดกั้นใจ — แสงระยิบระยับสะท้อนเข้าตา มาจากหลังคาวัดภุมรินทร์ ที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ำ — ดวงอาทิตย์ผลสุกกำลังจะลับตาหลังต้นลำพู

ฉันนึกถึงนิราศของสุนทรภู่ … การพายเรือล่องไปเรื่อย ๆ เป็นหนทางหนึ่งสู่ความเป็นกวี ความเงียบสงบ ความนุ่มนวลอ่อนโยนของสายน้ำ ธรรมชาติและวิถีชีวิตผู้คนที่ผ่านตา ย้อมและน้อมใจสู่สุนทรียรส …. ไม่แปลกใจที่บ้านนี้เมืองนี้จะเป็นแหล่งกำเนิดกวี ศิลปินหลากแขนง หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ครูเอื้อ สุนทรสนาน

ระหว่างที่ใจล่องลอยไปกับสายน้ำ อาจารย์ชัยวัฒน์ก็ทักขึ้นว่า “เออนิ … ที่นี่มีแม่น้ำ ลำคลอง ลำกระโดง ทั้งหมดกี่สาย รวมกันแล้วได้ความยาวเท่าไร มีข้อมูลไหม”

น้องทีมจัดงาน “น่าจะสัก ๓๐๐ กว่า ๆ ยังสำรวจไม่ครบ ไหนจะลำกระโดงอีก” (ลำกระโดง คือ ร่องน้ำที่ขุดเพื่อดึงน้ำเข้าสวน)

“น่าคิดนะ ถ้าเราเอาความยาวของแม่น้ำ คลอง ลำกระโดงต่าง ๆ มาต่อกัน จะได้ความยาวสักเท่าไร” อาจารย์ชวนคิด

หลังจากพยายามคิดคำนวณและตามหาข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเตอร์เนท “รวม ๆ กันแล้ว น่าจะได้สัก ๓,๔๐๐ กว่ากิโลเมตรค่ะ” ระยะทางที่ว่านี้เป็นระยะทางจากที่นี่ไปเมืองปักกิ่งได้เลย

จินตนาการแบบนี้ช่วยให้เราเห็นภาพใหญ่ของสายน้ำ ที่คดเคี้ยวในจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย (๔๑๖.๗ ตางราวกิโลเมตร)

“ที่นี่ มีผืนน้ำมากกว่าผืนดิน” อาจารย์ชัยวัฒน์ให้แง่คิด นอกจากนั้น สมุทรสงครามยังได้ชื่อว่าเป็นเมือง ๓ น้ำ คือ น้ำจืด (แม่น้ำ) น้ำเค็ม (มีพื้นที่ติดทะเล) และน้ำกร่อย

“ข้อมูลนี้บอกอะไรกับเราบ้าง ความมั่นคงทางอาหาร ชีวิตของเราขึ้นกับอะไร เราต้องใส่ใจ ดูแลสิ่งใด”

เห็นข้อมูลนี้แล้ว ไม่สงสัยว่า ทำไมชาวแม่กลองจึงรักน้ำ บางคนบอกว่า เกิดในเรือกลางน้ำกันเลยทีเดียว ชีวิตดำเนินรู่กับน้ำ ใส่บาตรพระที่พายเรือเข็มมารับบาตร นอนทอดหุ่ยริมน้ำ ทำสวน ทำนาก็ใช้น้ำ พวกเขามีตำนานเรื่องเล่าของชีวิตที่พันผูกกับสายน้ำ การค้าขายที่มีเรือมากเสียจน คนสามารถเดินข้ามแม่น้ำ โดยไม่ต้องมีสะพาน เพราะอาศัยเดินเหยียบขึ้นเรือที่ลอยอยู่เต็มแม่น้ำ

เวนิสตะวันออกที่เคยหมายถึงเมืองบางกอก …. คงเหลือเป็นความหลัง แต่เราอาจยังมีหวังกับสมุทรสงคราม ถ้ายังรักษาน้ำ และวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับน้ำได้

ถึงวันงาน ..  แดดคล้อย ตะวันลอยต่ำ ๆ เหนือผิวน้ำ สนามหญ้าริมน้ำในอุทยาน ร. ๒ เริ่มคึกคักด้วยเสื้อผ้าหลากสีสันของผู้คนจาก ๒๘ ตำบลของ ๓ อำเภอ ในจังหวัดสมุทรสงคราม ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม รวม ๆ กันแล้วน่าจะสัก ๗๐๐ กว่าคน

บรรยากาศในงานชื่นมื่นเหมือนงานรวมญาติ home coming ทุกคนมาร่วมงานในฐานะเจ้าภาพและแขกร่วมงาน

อาหารมื้อนี้ไม่มีการออกร้าน ไม่มีแม่ค้า แต่ชุมชนจากทุกตำบลร่วมกันเจือจาน แบ่งปันอาหารอร่อยของพื้นถิ่นให้กันกิน เมนูจาก ๒๘ ตำบลไม่ซ้ำกัน เช่น ยำใบชะคราม  ยำหัวปลี เมี่ยงปลาทู ข้าวหมากห่อใบตอง หอยแครงดองเค็ม ขนมจ่ามงกุฎ เป็นต้น

อาหารที่ทำกันมาเองตามประสาพื้นถิ่น ง่าย ๆ แต่อวดความอุดมสมบูรณ์และความรุ่มรวยของภูมิปัญญา ในการสร้างสรรค์อาหารรสเลิศ อย่าง ใบชะครามเป็นพืชที่มีรสเค็มมาก มีกรรมวิธีที่ลึกซึ้งกว่าจะเอามาประกอบอาหารได้ นอกจากนั้น ทีมงานชาวแม่กลองก็ยังสะท้อนแนวคิดการจัดงานแบบพื้น ๆ ที่ไม่นิยมพลาสติก โฟม แต่หันมายืมของวัด (ของชุมชน)

เมื่อได้ฤกษ์อร่อย ทีมงานก็ประกาศให้แต่ละคนหยิบจาน ชาม ช้อน คนละ ๑ ชุด เป็นข้าวของที่ยืมจากวัด ฉันนึกถึงบรรยากาศงานบุญ งานวัด ทุกคนเดินเข้าคิวมาเอาอุปกรณ์การกิน และเดินไปยังซุ้มอาหารจากแต่ละตำบล และนั่งล้อมวงกินข้าวกันในสนามหญ้า

เมื่องานเสร็จ ปริมาณขยะจากงานในลักษณะนี้มีน้อยมาก ขยะเปียกก็สามารถแบ่งปันให้สัตว์พเนจรได้ ขยะที่มีจริง ๆ ก็เป็นอย่างใบตอง ขวดน้ำพลาสติกบ้าง

ในระหว่างที่เบิกบานกับการกินอาหาร ก็มีการแสดงจากคนหลากวัย หลายเพศในเมืองนี้ เริ่มแต่ดนตรีไทยโดยเยาวชน หุ่นเชิดและบทพากษ์ทีมเด็กและคนสูงวัย กระตั้วแทงเสือการละเล่นของเด็ก ๆ การแสดงดนตรีชิว ๆ แบบหนุ่มแนว ๆ รำวงแบบโบราณ

ยิ่งแดดร่ม ความสนุกยิ่งพุ่งเพิ่ม รำวงและแตรวงชวนผู้คนให้ออกมาร่ายรำด้วยกัน จังหวะเร่งเร้า รีดเสียงหัวเราะ รอยยิ้มและความสุขจากใบหน้าของผู้คน ไม่เว้นแม้วัยเด็กและวัยรุ่น บางคนอาจจะเหนียมรำ แต่เท้าก็กระดิกตามจังหวะกลอง

ฉันสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ครั้งล่าสุดเมื่อไร? ฉันลองจินตนาการว่า หากงานนี้ให้คนนอก ผู้จัดงานมืออาชีพมาทำ เราจะสนุกแบบที่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างนี้ไหม

งานเรียบง่ายแต่ได้พลัง เพราะทีมงานผู้จัดได้นำเอาพลังในธรรมชาติของสถานที่มาใชให้เกิดประโยชน์ พื้นที่สนามลานริมน้ำ งดงาม สงบนิ่งมีพลังอยู่ในตัว จนแทบไม่ต้องจัดปรุงฉากอะไรกันมากเพื่อสร้างบรรยากาศ

ฉันคุยกับน้องน้องอาร์ต ที่คุ้นเคยและเป็นผู้คุมลำดับงานว่า “งานนี้มีผู้ดำเนินการจัดงานไหม organizer” น้องส่ายหัว”ไม่ครับ เราประชุมร่วมคิด และร่วมทำกันเอง เราไม่จ้าง organizer เพราะเขาอาจมีรูปแบบ เทคโนโลยี แต่ไม่มี content จิตวิญญาณ ซึ่งเรามี เพราะเราเป็นคนที่นี่ เรารู้ว่า เราต้องการอะไร เราเป็นอย่างไร”

ใช่เลย ฉันว่า ชุมชน ทีมงานท้องถิ่น พลเมืองน่าจะต้องฝึกฝนพัฒนาทักษะการจัดงานที่มีทั้งสาระเนื้อหาที่เข้าถึง แก่นของงาน และท้องถิ่น และนำเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจ เข้ากับจริตและวัฒนธรรมของตน ที่สำคัญ ในการจัดงานแบบนี้ ฉันเห็นคนหนุ่มสาว เยาวชนเข้ามามีบทบาทมาก การจัดกิจกรรม event เป็น สิ่งที่คนรุ่นใหม่อาจจะถนัดและมีหัวคิดสร้างสรรค์ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประกอบได้ดี และสิ่งที่คนรุ่นก่อน ๆ จะเติมเต็มกันได้ คือ สาระ แก่น และความหมายบางอย่าง ฉันมองว่า การให้ชุมชนท้องถิ่นจัดงานกันเองจะเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างคน ฟื้นสัมพันธ์ชุมชนและยังเป็นการถ่ายทอด ส่งต่อจิตวิญญาณ ความภูมิใจบางอย่างของชุมชน จากรุ่นต่อรุ่นด้วย

จากภาพบรรยากาศทั้งหมดของงาน ฉันมองว่า บางที ปัญหาหลายเรื่องที่เรากังวลกัน เช่น เด็กติดยา เด็กติดเกม สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติกำลังถูกทำลาย และรุกคืบด้วยอุตสาหกรรมและธุรกิจท่องเที่ยวที่ไม่ใส่ใจวิถีชุมชน ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ และอีกหลายปัญหา ทางออกอาจเริ่มที่ความสัมพันธ์และความรักของคน  ที่มีให้แก่กันและกัน

ฉันเห็นว่า หลายปัญหาที่เราประสบอยู่มาจาก การขาดความสัมพันธ์ เมื่อคนในครอบครัวไม่สัมพันธ์กัน แตกแยก เด็กก็ขาดที่พึ่งทางความคิด วุฒิภาวะ เมื่อคนขาดความสัมพันธ์กับชุมชน ก็พร้อมที่จะทำอะไรเพื่อตัวเอง แต่ไม่เหลียวมองผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน เมื่อคนทิ้งความสัมพันธ์กับท้องน้ำ ผืนดิน ก็พร้อมที่จะขายให้คนต่างถิ่นย่ำยีแม่-น้ำ แม่-ธรณี ในระดับชาติ เมื่อคนไม่สัมพันธ์กัน ไม่รักกัน ก็พร้อมที่จะห้ำหั่นกัน

ค่ำแล้ว เงามะพร้าวสูงเทียมจันทร์ให้ฉากแสนโรแมนติค พวกเรานั่งฟังการสนทนา “เมื่อโลกท้าทายถึงบันไดบ้านเราจะจัดการอย่างไร” โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ (คนคอน) คุณวิทูรย์ เลี่ยนจำเริญ (คนเมืองนนท์) และอาจารย์สนม ผิวงาม (คนแม่กลอง)

สิ่งที่ท่านทั้งสามพูดช่วยทำให้ฉันเห็นความเต็มอุดมของแม่กลอง ดินแดนแห่งดินใหม่เหมาะกับการเกษตร ดินแดน ๓ น้ำ ทรัพยากรอาหารมากมายหลากหลาย ดินแดนร้อยวัดสะท้อนศรัทธาแต่โบราณ ดินแดนประวัติศาสตร์ที่ผูกร้อยมาแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ดินแดนแห่งศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติที่ยังคงงดงาม

สิ่งดี ๆ เหล่านี้จะยังคงอยู่หรือไม่ อยู่อย่างไร คงไม่เพียงเป็นเรื่องของชาวแม่กลอง แต่เราทุกคน ความมั่นคงของชีวิต คือ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางความสัมพันธ์ ความมั่นคงทางความคิดจิตวิญญาณ ทุนเหล่านี้ยังมีอยู่ในแม่กลอง

หลายคนบอกว่า งานแบบนี้น่าจะทำอีก อาจารย์ชัยวัฒน์แนะให้จัดเป็นกิจกรรมประจำปีของชาวแม่กลองจากทุกตำบล ให้เป็นงานที่ทุกคนรอคอย คอยมาและคอยที่จะร่วมทำ ร่วมสร้าง

ฉันเดินออกจากงาน ผ่านบอร์ดโปรยไอเดีย ที่ให้คนมาเขียนแสดงควาคิดเห็นต่อถิ่นที่อยู่ และความท้าทายที่เข้ามา มีผู้คนจำนวนหนึ่งฝากความคิดไว้บนกระดานนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้ ว่า ความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังรออยู่ที่บันไดเมืองแม่กลอง คงจะกลืนแม่กลองไม่ได้ง่าย ๆ นัก คือ —- เด็กชายหัวเกรียนคนหนึ่งที่บรรจงเชียนข้อความว่า “ผมรักแม่กลอง”


ที่มา:  เมื่ออดีต คือ ความมั่นคงของอนาคตแม่กลองและของชาติ January 21, 2013 by bloomingmind

http://bloomingmind.wordpress.com/2013/01/21/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%87/

วันที่ ๔-๘ มกราคม ต้นรับปีใหม่ ๒๕๕๖

นับเป็นข่าวดีที่มีเวทีสร้างหลักสูตรผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภายใต้โครงการเสริมศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลงภาคประชาชน โดยการสนับสนุนของสำนักงานปฏิรูป (สปร.)

ในวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๖

อากาศที่เมืองเก่าสุโขทัยกำลังสบาย เวทีที่เคยเคร่งขรึม จริงจัง ได้ผ่อนคลายด้วยธรรมชาติบ้านทุ่ง และมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของสุโขทัย ทำให้ผู้เข้าร่วมเวที (ซึ่งได้รับการคัดเลือกด้วยเหตุผลร้อยแปดอย่างของผู้จัดการโครงการ) ได้พลังจากธรรมชาติรอบกาย อิ่มเอม และจินตนาการกว้างไกล ซึ่งธรรมชาตินี้เองเป็นสิ่งสามัญที่สุดที่เรามักจะหลงลืมผัสสะส่วนนี้ไป

ภาพนี้ขอบรรยายว่า “ห้องเรียนรู้ธรรมชาติ โล่งกว้าง หญ้าเขียวแทรกตัวผ่านดินชุ่ม ลมเย็นสัมผัสผิวกายชวนฝัน เสียงจิบจิบ อ๊อบๆแอ๊บๆ เคล้าเสียงเครื่องสูบน้ำอย่างสม่ำเสมอ … และพวกเราเฝ้ามองพระอาทิตย์ลับยอดดอยพร้อมกัน”

วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๖

เราที่ยืนอยู่ ณ ปัจจุบัน มีที่มาด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ไม่ค่อยมีใครที่สนใจสืบค้นอดีต ที่มา บรรพบุรุษแห่งตน เวทีครั้งนี้ได้เรียนรู้รากเหง้าตนเองผ่านโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้เห็นในปัจจุบัน ความยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษที่หลงเหลือ่องรอยไว้ เป็นภูมิปัญญาที่ยอดเยี่ยม และคงเอกลักษณ์แห่งตนไว้ได้อย่างแยบยล … เวทีเปิดกว้างทางจินตนาการนี้ จึงไม่พลาดที่ผู้เข้าร่วมเวทีจะเดินทางสู่อดีตของตนเองอีกครั้ง

เช้านี้ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จับความได้ว่า จากที่เราได้เรียนรู้และท่องจำในตำราแต่ละเล่ม ที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเรา ล้วนเป็นความเชื่อมต่อ ผูกโยงเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างแยกไม่ออก หากแต่เราถูกแบ่งแยกเรื่องราวด้วยหนังสือแต่ละเล่ม ซึ่งเป็นการศึกษาที่แยกส่วน แต่วันนี้ ทำให้ฉุกคิดว่า ผู้เข้าร่วมที่มาเจอกันในครั้งนี้ ทุกคนอาจจะมีบรรพบุรุษเดียวกัน (ก็เป็นได้)

พระอจนะ วัดศรีชุม ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพระพูดได้ เป็นกุศโลบายที่แยบยลของการเรียกขวัญ กำลังใจให้แก่เหล่าทหารหาญที่เหนื่อยล้าจากการรบฟัน พระอัจนะตั้งอยู่ในมณฑปใหญ่ (แต่หลังคาไม่มีแล้ว) รอบมณฑปเป็นผนังหนา ด้านซ้ายของประตูทางเข้ามณฑปมีช่องเล็กๆที่เชื่อมไปยังข้างหลังของเศียรพระพุทธรูป ซึ่งคนสามารถขึ้นไปตามช่องนี้ได้….ครั้งหนึ่ง ที่ทหารรบมานานและเสียขวัญกำลังใจ เหล่าทหารได้มากราบไหว้พระอัจนะนี้ สมเด็จพระนเรศวรให้ทหารขึ้นไปตามช่องนี้ เพื่อกล่าวเรียกขวัญกำลังใจทหาร ว่าการรบครั้งนี้จะได้ชัยชนะ ภายในมณฑปนี้เสียงจะก้องกังวาล ทหารแปลกใจในความศักดิ์สิทธิ์ มีขวัญกำลังใจที่ดี และได้ชัยชนะในสงคราม

การไปกราบไหว้ครั้งนี้ พระอจนะไม่ได้สำแดงเดชพูดได้ แต่สายตาที่พระอัจนะส่งมาเบื้องล่าง ได้เพิ่มพลังให้แก่ผู้มากราบไหว้อย่างไม่รู้ตัว

อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ กล่าวว่า ธรรมชาติ จากบุคคล จากสรรพสิ่งใดก็ตามมีพลังในตัวของมันเอง เราอย่าไปยึดสิ่งเหล่านั้น  หากวันใดที่ธรรมชาติ บุคคล และสรรพสิ่งเหล่านั้นสูญสิ้น เรามิต้องหมดพลังไปกับสิ่งเหล่านั้นหรือ? พลังที่แท้ อยู่ใกล้เราที่สุดจนเกือบจะมองไม่เห็น มาจากภายในบุคคล มาจากเรานี่เอง .. จงทำให้พลังเรามีอยู่ทุกเมื่อทีเรายังลืมตา และตราบที่เรายังสามารถหายใจเข้าออก ที่สำคัญ พลังจากเราสามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้อย่างไม่มีวันหมด

วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๖

เรียนรู้เส้นการเดินทางของชาวไทยพลัดถิ่น และการทำงานที่หนักหน่วงของประชาสังคมตาก ทำงานอย่างจริงจัง เด็ดเดี่ยว อดทน เข้มแข็ง และเฉียดตายตลอดมา แต่ชาวประชาคมตากก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานเหล่านี้ต่อไป ด้วยเหตุผลที่ว่า เกิดมาบนแผ่นดินไทยต้องตอบแทนคุณแผ่นดินไทย ด้วยจิตอาสาของความเป็นผู้ให้ ผู้สำนึกต่อสาธารณะที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็ก …ผลที่เกิดขึ้นตลอดช่วงการทำงานที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลดีต่อคนที่ได้รับการช่วยเหลือ เช่นแรงงานเด็กชาวพม่า คนไทยพลัดถิ่นในพม่า ชาวบ้านที่เคียงอยู่กับป่า ธรรมชาติ และผลต่อตัวเองที่ทำให้ตัวเองมีพลังภายในอย่างเต็มเปี่ยม มิได้ลดทอนหรือมลายไปกับอุปสรรคที่เข้ามาทดสอบ

วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕

ค้นหาความจริง สืบค้นบรรพชน ก่อเกิดตัวตนคนไทย… ตามรอยเส้นทางของคนไทยพลัดถิ่นในเขตชายแดนพม่า ที่เมืองเมียวดี … เมื่อได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในสื่อสาธารณะใดๆ ถือเป็นความเจ็บปวดลึกๆ ที่รับไทยพยายามยัดเยียดให้คนเหล่านี้เป็นคนไทยพลัดถิ่น เป็นคนไทยสัญชาติพม่า และไม่มีเลขบัตรประชาชนเหมือนคนไทย โดยไม่ได้สืบค้นที่มาของเขาเหล่านี้ว่ามาจากไหน เขาก็คือคนที่เดินทางมาจากภาคเหนือของไทย ทำมาค้าขายผ่านเส้นทางลำปาง สุโขทัย แม่สอด ข้ามแม่น้ำเมยไปพม่า! ความจริงไม่ได้มีเพียงเท่านี้ หากต้องสืบค้นทางเอกสาร โบราณวัตถุ รูปแบบวิถีชีวิต วัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับคนไทยอยู่ไม่น้อย

การไปครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแค่สืบค้นบรรพชนเพื่อระบุตัวตน เรามักจะมองเขาว่าเป็นพวกล้าหลังทางวัตถุ แต่เขาพวกก้าวหน้าทางระบบคิดโดยที่เราไม่เคยรับรู้เรื่องเหล่านี้เลย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ –เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเมียวดี (Myawadi Border Trade Zone) เพื่อรองรับการเป็นเส้นทาง EAST-WEST Economic Corridor มีพื้นที่พัฒนารวมประมาณ 460 ไร่ (เป็นการตัดเขาทั้งลูกเพื่อส่งเสรมิการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้) ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่สำหรับสำนักงาน ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) ส่วนตรวจสอบสินค้า และช่องทางสำหรับพิธีการทางด้านศุลกากรแบบครบวงจรประมาณ 180 ไร่ และพื้นที่สำหรับอาคารขนถ่ายสินค้าขนาดใหญ่ รวมไปถึงพื้นที่สำหรับนิคมอุตสาหกรรมก่อสร้าง และการพาณิชย์ประมาณ 300 ไร่ ที่แห่งนี้จึงเป็นเสมือน จุด one-stop service อำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดนอย่างยิ่ง..ขณะที่ไทย ก็เคยกำหนดเขต แม่สอด-พบพระ-แม่ระมาด จะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของฝั่งไทย แต่ก็ยังเป็นได้แค่วุ้นที่ไม่มีกำหนดคลอด

การเรียนรู้แล้วเก็บขึ้นหิ้ง สุดท้ายก็หลงลืม หลังจากสัมผัสความจริงจากการสืบค้นเส้นทางบรรพบุรุษ ผู้เข้าร่วมทุกคนเกิดความรู้สึกต่างกัน หลั่งไหล พรั่งพรู ด้วยความสงสัย ความเห็นใจ ความเศร้า ถ่ายทอดสู่ผู้เข้าร่วมอื่นในเวที มีแลกเปลี่ยน ทำความเข้าใจให้ถูกต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน… บรรยากาศที่แม่สอด ความศักดิ์สิทธิ์และพลังจากธรรมชาติสร้างมนต์ขลังแห่งความคิด ปิดสวิสซ์เรื่องราวอื่น เปิดใจพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างเต็มที่ต่อสถานการณ์ที่ได้พบ เห็น ได้ยิน ในทุกแง่มุมที่ประชาคมตากนำเสนอผ่านความจริงที่ชายแดนแม่สอด ผ่านกลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ เพื่อส่งทอดพลังสู่กลุ่มและเติมต่อศักยภาพแห่งตนไปพร้อมกัน

วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๖

เวทีการเรียนรู้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสถานที่สงบ โปร่งโล่ง ในห้องใดๆ หากแต่ ทุกสถานที่ ทุกอิริยาบถ สามารถทำให้เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ได้ไม่จำกัด ไม่เว้นแม่แต่บนรถ บนโต๊ะอาหาร ทางเดิน ห้องน้ำ หรือโต๊ะกาแฟ

ทริปนี้ หากมองผ่านเป็นทริปท่องเที่ยวหรือศึกษาดูงาน ไปเพื่อถ่ายรูป ชื่นชม แล้วกลับมาลงรูปให้เพื่อนดูว่าเคยไปพิชิตสถานที่แห่งนี้มาแล้วเท่านั้น แก้วว่างเปล่าทีเ่ราเตรียมไปตักตวง เติมเต็ม พลังและกำลังใจในการทำงานภาคประชาสังคมให้กันและกัน ก็ยังไม่เพียงพอต่อสิ่งที่เราได้รับจากสิ่งที่เราเห็น ได้ยิน ได้เห็น ได้สัมผัสด้วยใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา และความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต … ผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งบอกว่า

ที่มากมายจน ดูว่าสิ่งที่อาจารย์เต็มใจสอนนั้นล้นภาชนะของตัวเองที่รองรับ ยังกับว่าท่านเผื่อไว้ก่อนให้หยิบใช้ถ้าอยากใช้ เหน็บฝาบ้านไว้ก่อน

ขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ที่ถ่ายทอดเรื่องราวให้ (ผู้เขียน) ได้เก็บจำ บันทึก … ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้รับโอกาสต่อๆไป

วันที่ ๒๘-๓๐ กันยายน ๒๕๕๕ มูลนิธิการเรียนรู้พัฒนาประชาสังคม โดยอ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ในโครงการเสริมศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลงภาคประชาชน โดยการสนับสนุนของสำนักงานปฏิรูป ณ โรงแรมบรรจงบุรี จ.สุราษฎร์ธานี โดยเหตุผลในการจัดโครงการ คือ

(กล่าวถึงที่มาที่ไปของโครงการ ทำเจตจำนงค์และบริบทของเวทีให้กระจ่างชัด ก่อนเข้าสู่เวทีแลกเปลี่ยนฯ)

อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะย่างเข้าปีพุทธศักราช ๒๕๕๖  อันเป็นปีที่เวียนบรรจบครบรอบ ๔๐ ปี วีรชน ๑๔ ตุลาฯ  ถ้านับเป็นวัยของคนคนหนึ่ง  ต้องถือว่าเข้าสู่วัยสำคัญของชีวิต ที่มีทั้งประสบการณ์อันโชกโชน และยังมีพลังงานในการทำงานในอนาคตอีกสองสามทศวรรษหน้า

การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับอนาคต  ดังที่สุภาษิตอาหรับกล่าวว่า “คนที่ไม่มีอดีตนั้นไม่มีอนาคต” เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในโลกที่เป็นยุคสมัยแห่งสังคมเรียนรู้  เราเคยคิดว่า เมื่อจัดเวทีระดมสมองให้คนทำงานมาแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันแล้ว “การเรียนรู้” ก็จะผุดบังเกิดขึ้นมาเอง  แต่หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดการเรียนรู้จริงดังหัวข้อจัดประชุม  แม้จะทำงานที่มีปริมาณมาก แต่คุณภาพก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นตามปริมาณ  แสดงว่าเรายังไม่ได้เรียนและไม่ได้รู้จากประสบการณ์จริง  เป็นเพียงมายาคติที่หลอกตัวเองว่า รู้คิด รู้แล้ว .. การหลงอยู่ในภาพมายา  ไม่เห็นภาพจริงทำให้เราสร้างแผนที่ที่ผิด ๆ ขึ้นในสมอง และเมื่อเราเดินตามแผนที่ที่ผิด  เราก็จะเดินหลงทาง หาทางออกจากสถานการณ์โลกและสังคมไทยที่ซับซ้อนพลิกผันไม่ได้

(ผู้นำการเปลี่ยนแปลงภาคใต้ –ขึงขัง –เข้มข้น –ศักดิ์สิทธิ์ –อบอุ่น–น่ารัก)


การจัดเวทีเรียนรู้ครั้งนี้ก็เพื่อชวนให้ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งร่วมกันในการทำแผนที่เดินทางและ “ปูมเดินเรือ” ที่ถูกต้อง หรือภาษายุคดิจิตัลเรียกว่า “ระบบจีพีเอส (GPS) แห่งภาพความคิด” เสียใหม่ พร้อมทั้งให้มีทัศนะร่วมกันของโลกในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงพลิกผันครั้งสำคัญๆ  และสัมผัสได้ถึง “วิญญาณแห่งยุคสมัย”(spirit of time)

ดังนั้นผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทุกคนต้องมีสติตระหนักรู้ ตั้งแต่ตัดสินใจเข้าร่วมครั้งนี้ว่าจะต้องเค้นเอาศักยภาพสูงสุดของตนขึ้นมา เพื่อค้นหาและตอบ อีกทั้งสืบค้นคำถามที่มีความหมายต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้สำเร็จตามเจตนารมณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลาฯ

(timeline เส้นแห่งเวลาเพื่อทบทวนการทำงาน ทบทวนความคิดและการกระทำของตนเอง ทบทวนบทบาทของขบวนการและกลุ่มต่างๆ ในการปฏิรูปสังคมไทย)

(ผ่อนคลายกายใจสู่สภาวะสงบและพลังงานชีวิต ด้วยการเปล่งเสียงให้เกิดพลัง)

–เชิญพบกันอีกครั้ง ในเวทีภาคกลาง ๕-๗ ตุลาคม ๒๕๕๕–

วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) ทีมวิทยากรกระบวนการโดย อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ จัดเวที “จินตนาการสยาม ปี ๒๕๖๐ ท่ามกลางคลื่นของความเปลี่ยนแปลงแห่งโลกและท้องถิ่น” ณ พนาศรม รีสอร์ท ศาลายา จ.นครปฐม

ผลการจัดเวที
- ตัวแทนผู้เข้าร่วมเวทีกล่าวสรุปผลการจัดเวทีที่ต่อเนื่องจากวันที่ ๒-๔ กันยายน ๒๕๕๔ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเวทีเกิดความเข้าใจในเป้าหมายของการจัดเวทีร่วมกัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการโดยผู้เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานโดยใช้ศักยภาพของเครือข่ายการทำงาน ทั้งเครือข่ายผูกพัน (Bonding network) เชื่อมโยงกับเครือข่ายข้ามพรมแดน (Bridging network) อาทิ สื่อ ราชการ จิตอาสา แกนนำเครือข่าย ภาคี ชมรม สถาบัน ชุมชน กลุ่มธุรกิจ เครือข่ายดังกล่าวเป็นเครือข่ายที่มีพลังในการเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

- การระดมสมองครั้งนี้เพื่อขัดเกลาแนวคิดให้แหลมคม และเกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วย input จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่และข้อมูล ความรู้ที่เป็นจริง คำถามจากการจัดเวทีครั้งก่อน ร่างกรอบความคิด และหลัก ไอคิโดะ ได้ output คือ นำไปสู่การจัดตั้ง organize project และเครือข่ายที่มีพลังในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย โดยมีความชัดเจนในขอบเขตเชิงเนื้อหาและพื้นที่ มีผลงานเผยแพร่ ผู้ทำหน้าที่สื่อ และเวทีระดมสมอง ในเวทีนี้ได้ระบุรายชื่อผู้เข้าร่วมเวทีครั้งต่อไป ซึ่งเป็น stakeholder ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย

YouTube Preview Image

บทสัมภาษณ์ อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ หัวข้อ การอพยพ
ในรายการ สังคมดีไม่มีขาย
ออกอาการทางเอฟเอ็ม 92.5 สวท วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน 2554 เวลา 21.00-22.00 น. (ช่วงที่1)

*********************************

YouTube Preview Image

(ช่วงที่2)

เมื่อวันที่ ๙-๑๑ กันยายน ๒๕๕๔ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) ทีมวิทยากรกระบวนการโดย อาจารย์ชัยวัฒน์  ถิระพันธุ์ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนแก่เครือข่ายปฏิรูปประเทศไทย ในเวทีระดมสมองแกนนำ พลเมืองที่เป็นข้าราชการ ณ โรงแรมรามาดา พลาซ่า แม่น้ำ ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

ผู้เข้าร่วมทั้งหมด ๒๖ คน ได้แก่ วิทยากรและทีมงาน ๓ คน ส่วน ๒๓ คน เป็นข้าราชการจากโรงพยาบาล กศน. กรมชลประทาน เทศบาล พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันอุดมศึกษาและข้าราชการที่เกษียณอายุก่อนกำหนด

วัตถุประสงค์ของการจัดเวที เพื่อให้ข้าราชการระดับล่างและระดับกลาง ที่มีความตั้งใจทำงานเพื่อชุมชนและสังคม มีพลังสร้างสรรค์สังคมสามารถร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศ และเป็นการต่อยอดจากการจัดเวทีปฏิรูปประเทศไทย

การจัดเวทีทั้ง ๓ วัน ใช้กระบวนการ Appreciative Inquiry (AI) มี ๔ ขั้นตอน หรือ 4 D คือ

๑.     Discovery

๒.     Dream

๓.     Design

๔.     Doing

ผลการจัดเวที

๑. ผู้เข้าร่วมประชุมได้ทบวนทวนบทบาทหน้าที่ของข้าราชการที่ดี และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์กับผู้เข้าร่วมเวทีที่ต่างวิชาชีพ ได้เพื่อนใหม่ที่มีอุดมการณ์คล้ายกัน ทำให้รู้สึกอบอุ่นมั่นใจ ไม่โดดเดี่ยว เหมือนอย่างเคยเป็นมาก่อนเข้าร่วมเวที

๒. ผู้เข้าร่วมเวทีมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ระบบราชการที่เป็นเสาหลักของประเทศ สามารถเป็นแกนกลางเชื่อมกับกลุ่มต่างๆเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอด และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหากมีวิกฤตชาติเกิดขึ้นโดยจะเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและพฤติกรรมเชิงบวกที่ตัวเองก่อนทันที และค่อยขยับไปยังเพื่อนร่วมงานและเครือข่ายที่มีอยู่ ดังตัวอย่างของขั้นตอนการฝัน (Dream) ของผู้เข้าร่วมกลุ่มหนึ่ง

“ ข้าราชการผู้ซึ่งมีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชน และร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่กับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ประเทศไทยมั่นคงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และรู้เท่าทันกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก”

๓. มีแผนรวมกลุ่มกันทั้งในระดับพื้นที่และระดับชาติ โดยให้อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เป็นผู้ทำหน้าที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการและพัฒนาศักยภาพให้มีความสามารถมากขึ้น เพื่อนำความสามารถนี้รับใช้ประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและบรรลุความฝันร่วมของข้าราชการกลุ่มนี้ และมองหาผู้สนับสนุนโครงการดังกล่าวอยู่ ในขั้นต้นมอบหมายอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ร่างโครงการ และประสานกับ สสส.โดยจะเริ่มดำเนินงานร่วมกันในปี ๒๕๕๕

เมื่อวันศุกร์ที่ ๒ – วันอาทิตย์ ที่ ๔ กันยายน  ๒๕๕๔ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) ทีมวิทยากรกระบวนการโดย อาจารย์ชัยวัฒน์  ถิระพันธุ์ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนแก่เครือข่ายปฏิรูปประเทศไทย ในหัวข้อ “การปฏิรูปประเทศไทย” ณ กนกรัตน์รีสอร์ท จ.สมุทรสงคราม

อาจารย์ชัยวัฒน์  ถิระพันธุ์ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะของการปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหากมองการปฏิรูปประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องใหญ่และกว้างหลากหลายประเด็น ในเวทีนี้จึงเชิญผู้เข้าร่วมเวทีตั้งคำถามที่มีต่อการปฏิรูปประเทศไทยและประเทศไทยในมุมมองอื่นๆ เพื่อร่วมกันค้นหาคำตอบด้วยประสบการณ์และการตีความของแต่ละบุคคล อันนำไปสู่การฝ่าวิกฤติของประเทศไทยในอีก ๕ ปีข้างหน้า

คำถามในเวทีมีความหลากหลาย มาจากสมมุติฐานของคำถามแตกต่างกันไปตามการเน้นย้ำความสำคัญ ทว่าคำถามทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกัน โดยสามารถจำแนกเป็น

๑) การมองปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา แรงงาน สิ่งแวดล้อม สื่อเทคโนโลยี วัฒนธรรมภูมิปัญญา กลุ่มพลังอำนาจมวลชน (Geopolitics) และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนอกประเทศแต่มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศไทย อาทิ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเมือง เหล่านี้เกิดเป็นคำถามว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ดำรงอยู่อย่างไร ภาคประชาชน องค์การ รัฐบาล มีการเตรียมพร้อมป้องกันปัญหาอย่างไร และด้วยวิธีการใด

๒) การมองปัญหาในปัจจุบัน ในด้าน

๒.๑) การเรียนรู้ มีคำถามว่าทำไมการเรียนรู้ภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติจึงไม่สอดคล้องกัน จะสามารถนำทฤษฎีไปสนับสนุนการปฏิบัติจริงได้อย่างไร และการเชื่อมโยงการเรียนรู้จากยุคหนึ่งไปสู่ยุคหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปสามารถทำให้เกิดการต่อเนื่องได้อย่างไร

๒.๒) พลังมวลชน องค์กร ปัจเจกบุคคล สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร มีกระบวนการจัดการขับเคลื่อนนั้นอย่างไร

๒.๓) สังคมไทยต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ทำไมจึงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง มีวิธีบริหารอย่างไรให้สังคมเกิดการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้องการ และ

๒.๔)ประเทศไทยควรมีกระบวนการดำเนินการอย่างไร จึงสามารถนำพาสังคมและประเทศไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้น (means and ends)

จากการประมวลปัญหาข้างต้น อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ไม่เพียงต้องการให้ผู้เข้าร่วมระดมสมองตั้งปัญหาและถกเถียงปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้น หากแต่ประสงค์ให้ผู้เข้าร่วมในเวทีก้าวข้ามปัญหาด้วยการประชุมอย่างสร้างสรรค์ เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็น ทัศนะส่วนบุคคล ร่วมคิดวิธีบริหารปัญหาโดยรวม และค้นหาปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ โดยมติในเวทีมองว่า การดำเนินการบริหารปัญหา ต้องมีผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Leading Change) ทั้งตัวบุคคล องค์การ พลังมวลชน อาทิ สสส. พอช. สถาบันพัฒนา นักเคลื่อนไหว รวมถึงคลื่นลูกใหม่ที่มีพลังในการระดมมวลชนมากขึ้น อีกทั้งต้องสกัดผู้ที่มีบทบาทนำการเปลี่ยนแปลงด้วยการเคลื่อนไหวในสนาม ซึ่งเป็นผู้รู้ตัวจริง และต้องมีบทบาทร่วมกับเครือข่ายอื่นได้ โดยประเด็นใหม่ที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวาง คือ การค้นหาข้อมูลใหม่ที่เป็นประเด็นใหญ่และน่าสนใจ ไม่ติดขังอยู่กับประเด็นเดิมที่พูดคุยกันมานาน โดยสื่อสารผ่านเวทีต่างๆ ทั้งเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงมวลชนได้มาก อาทิ อินเตอร์เน็ต โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึง เวทีพบปะพูดคุย ซึ่งดำเนินการผ่านทีมหรือคนในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย

สุดท้ายเวทีมีมติเห็นควรให้จัดเวทีถอดบทเรียนการปฏิรูปประเทศไทย ๒๕๖๐ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและท้องถิ่น โดยเชิญเครือข่ายจากท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติในสนามจริงมาร่วมคิดค้นปัญหาและหาแนวทางการบริหารในการประชุมครั้งต่อไป

เมื่อวันศุกร์ที่ ๔- วันอาทิตย์ ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๔   จังหวัดสระบุรี  ร่วมกับ  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช   ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ  โครงการพัฒนาประชาธิปไตยเพื่อเพิ่มศักยภาพความเข้มแข็งของชุมชน  จังหวัดสระบุรี  ณ โรงแรมทีเค พาเลซ กรุงเทพฯ   ในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้  จัดกระบวนการโดย มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม  นำทีมวิทยากรกระบวนการโดย อาจารย์ชัยวัฒน์  ถิระพันธุ์  ประธานสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet)

Read more »

โดยการสนับสนุนของ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  และ สถาบันที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในราชการ (สปร.)

จัดกระบวนการโดย มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสัมคม (Civicnet)
๘ – ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ โรงแรมริมทะเลบ้านกรูด  อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรัขันธ์

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ได้เริ่มต้นขึ้น ในเวลา ๑๐.๐๐ น.  โดย คุณสุภาพ สิริบรรณสพ ตัวแทนจากสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการสร้างความมั่นคงระบอบประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายอภินันท์ จันทรังษี รองผู้ว่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน   ซึ่งท่านได้เน้นย้ำเกี่ยวกับความสำคัญของโครงการสร้างความมั่นคงระบอบประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ท่านได้กล่าวถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดที่โชคดีที่สุดในประเทศไทยเพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับที่พระราชวังไกลกังวล  นอกจากนี้ยังเป็นจังหวัดที่ในหลวงทรงมีโครงการพระราชดำริมากมาย เช่น  โครงการอ่างกักเก็บน้ำขนาดเล็กแห่งแรกที่เขาเต่า  โครงการสร้างทางหลวงชนบทแห่งแรกในประเทศไทยเป็นแห่งแรกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกด้วย

จากนั้น นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ส.ส. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวทักทายและให้กำลังใจแก่เข้าร่วมประชุม  โครงการสร้างความมั่นคงระบอบประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย

Read more »

โดยการสนับสนุนของ จังหวัดชลบุรีสำนักงานจังหวัดชลบุรี และ  ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
จัดกระบวนการโดย มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet)  วันที่๗-๙ มกราคม  ๒๕๕๔ ณ ห้องประชุมปลาดาว กิจการอาคารรับรองสวัสดิการ  อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

Read more »

เพื่อนบ้าน