System Thinking: คิดอย่างเป็นระบบกับการผลักดันการเมืองภาคประชาชน

บทความ

เสกสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล

“เพียงผีเสื้อขยับปีก ก็ก่อให้เกิดพายุอีกซีกโลก(Butterfly Effect)” หลายคนฟังแล้วอาจจะคิดเป็นเรื่องตลกล้อเล่น ที่มิอาจเกิดขึ้นได้จริงบนผืนโลก แต่เมื่อนำมาผ่านกระบวนการคิดอย่างมีชั้นเชิงแล้ว สามารถหยิบยกเหตุผลมาอธิบายได้อย่างเหลือเชื่อว่า กระบวนการดังกล่าว

เกิดขึ้นโดยผ่านทางเครือข่ายที่ยุ่งยากและซับซ้อน จนไม่สามารถทำนายได้ว่าไหนคือเหตุและไหนคือผล “การกระพือปีกของผีเสื้อเพียงตัวเดียวในวันนี้ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แก่ชั้นบรรยากาศของโลก เมื่อเวลาผ่านไป ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทำให้ปรากฏการณ์บางอย่างที่ควรจะเกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ ไม่เกิดขึ้น เช่น ไม่มีพายุทอร์นาโดพัดเข้าทำลายชายฝั่งทะเลของประเทศอินโดนีเซียในช่วงฤดูที่ควรจะมีพายุ หรือไม่มันอาจจะไม่เกิดเหตุการณ์นั้นอยู่แล้วก็เป็นได้” (Lorenz, Edward N., The Essense of Chaos, The University of Washington Press 1993, อ้างถึงใน http://th.wikipedia.org)

การที่จะอธิบายปรากฏการณ์อันซับซ้อนได้ ผู้วิเคราะห์จะต้องมีการคิดที่แยบคาย คิดหน้าคิดหลัง มองถึงเหตุและผลซึ่งอาจจะสัมพันธ์กันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ระคนปนเปกันไป อาศัยหลัก “อิทัปปัจจยตา” เมื่อมีเหตุปัจจัยมันจึงเกิดขึ้น หากเราพูดกลับกัน ถ้าไม่มีเหตุปัจจัย ผลก็ไม่เกิดขึ้น การจะมองเหตุและผลได้ทะลุปรุโปร่งนั้น จะต้องมี สติ สมาธิ ปัญญา การครุ่นคิดพินิจนึก และการตั้งคำถามคมๆ ขึ้นมาถามว่าเหตุของผลที่เกิดขึ้นเป็นจริงอย่างที่เราคิด ใช่แล้วหรือ

การคิดอย่างเป็นระบบ/วิธีคิดกระบวนระบบ (Systems Thinking) ในทัศนะของอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ (อ้างถึงในปิยนาถ ประยูร, 2548) คือ เป็นเรื่องของวิธีคิดเกี่ยวกับระบบที่รวมเอาทฤษฎีต่าง ๆ มาไว้ซึ่งหากแปลตรงตัวก็คือ “วิธีคิดระบบ” อาจารย์เพิ่มคำว่า “กระบวนการระบบ” เข้าไปเพื่อเป็นการตอกย้ำความแตกต่างของระบบ 2 ระบบ และวิธีคิด 2 วิธีคือ ระบบแห่งธรรมชาติซึ่งเป็นระบบเปิดที่มีชีวิต มีกระบวนการวิวัฒน์ที่ไม่หยุดนิ่งกับระบบที่ไม่มีชีวิตที่เป็นระบบกลไกใน เชิงวิศวกรรมศาสตร์ แต่ในที่นี้จะขอใช้คำว่าการคิดอย่างเป็นระบบเพื่อความคงที่ของคำ

พอถึงตอนนี้ เราลองมาใช้กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบสิว่า System Thinking สัมพันธ์อย่างไรกับการผลักดันการเมืองภาคประชาชนละ?

เมื่อกล่าวถึงการเมืองภาคประชาชน ซึ่งถูกหยิบยกไปพูดถึงในเวทีสาธารณะต่างๆ ต่างคนก็ต่างสร้างวาทกรรม ของการเมืองภาคประชาชนเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของตน ดังตัวอย่างเช่น “กระบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน เพื่อสร้างบทบาทและความเข้มแข็งของภาคประชาชน ในการแก้ปัญหาและการพัฒนาของตนเอง ด้วยการเคลื่อนไหวในประเด็นที่สำคัญคือ การจัดการทรัพยากรของชุมชน การรักษาสิทธิของตนเอง และการเลือกแนวทางการพัฒนาของตนเอง ซึ่งกระบวนการเคลื่อนไหวต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในส่วนความสัมพันธ์กับรัฐ จะต้องมีส่วนร่วม รับรู้ข้อมูล มีการกระจายอำนาจ ได้รับความยุติธรรม สามารถต่อรองกับรัฐได้ เพื่อนำรัฐนั้นมาเป็นเครื่องมือ(ขี่รัฐ) โดยบทบาทหลักยังคงต้องเป็นของภาคประชาชน และสุดท้ายต้องไม่พึ่งรัฐ(ข้ามรัฐ) มีความต่อเนื่องและยั่งยืนไม่ว่ารัฐจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร” (มานะ ช่วยชู , ยุทธศาสตร์ร่วมโครงการดับบ้านดับเมือง เรียนรู้อยู่ดีที่ปากใต้: 2551)

การจะผันอำนาจจากมือรัฐ มาสถิตอยู่ในมือของประชาชนให้ได้นั้น จะต้องมองย้อนไปโดยเอาสภาพ ณ ปัจจุบัน เป็นผล และสืบค้นไปยังสาเหตุที่มา เมื่อพบแล้วว่า อำนาจของรัฐจริงๆ ก็มาจากการเลือกของประชาชนแต่เป็นการเลือกโดยปราศจากวิจารณญาณ สุดท้ายแล้วอำนาจนั้นก็ย้อนกลับมาเอารัดเอาเปรียบประชาชนที่เป็นต้นกำเนิด ของพลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเรายังคิดแค่เพียงว่า การเมือง และประชาธิปไตย ตัดสินได้โดยใช้เวลาแค่ 10 วินาที กากบาทลงบนกระดาษหนึ่งใบ

อีกหนึ่งตัวอย่างที่อยากหยิบมานำเสนอถึงการผลักดันการเมืองภาคประชาชนก็คือ พี่น้องชาวท่าสะท้อน ต.ชะอวด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ที่ถูกเมินเฉยจากภาครัฐในการให้การศึกษาแก่เยาวชนในชุมชน เพราะอ้างว่า เด็กนักเรียนมีน้อย เปิดโรงเรียนต่อไปก็มีแต่ขาดทุน ชาวท่าสะท้อนจึงลุกขึ้นมาจัดการศึกษาให้กับบุตรหลานของตนเอง ด้วยการพึ่งตนเองและทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน จากกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ของชาวบ้าน มีการทบทวนตนเอง และเรียนรู้ปัจจัยภายนอก ศึกษาคู่ต่อสู้มาเป็นอย่างดี ทำให้ตอนนี้ โรงเรียนท่าสะท้อนที่ให้การศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษา ขยายการให้การศึกษาขึ้นเป็นมัธยมต้นแล้ว สำนักงานการศึกษาเขตพื้นที่ที่เคยทอดทิ้งพวกเขา ตอนนี้ก็ต้องเหลียวหลังกลับมามอง ถึงปรากฏการณ์ที่อาจจะยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการการศึกษาของไทย

แต่นั่น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการใช้ System Thinking ในการผลักดับการเมืองภาคประชาชนเท่านั้น เพราะการเมือง มิได้จำกัดเพียงแค่การเลือกตั้ง แต่ทว่า เมื่อประชาชนประสบปัญหาแล้ว ขาดการดูแลจากภาครัฐ จากตัวแทนที่เขาเลือกเข้าไปทำหน้าที่ การต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิความเป็นพลเมืองก็จะต้องเริ่มต้นที่ตนเอง แล้วมดตัวเล็กๆ จะล้มช้างได้อย่างไร

ขงเบ้ง เคยอธิบายไว้ “ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า : หากกำลังของเราด้อยกว่าศัตรู เราก็ต้องใช้กลอุบายเพื่อเอาชนะโดยบั่นทอนตำแหน่งที่ได้เปรียบของศัตรู” รัฐเองแม้จะมีอำนาจมากมายเพียงใด แต่ฐานกำลังก็มาจากประชาชน หากเราไม่หยิบยื่นให้ซะอย่าง เขาจะเอาอำนาจมาจากไหน หากแม้นแต่ประชาชน เลือกที่จะพึ่งพาตนเอง เพียงเท่านี้ อำนาจก็จะกลับมาอยู่ในมือเราแล้ว

การจะพลิกสถานการณ์ได้ จำเป็นต้องค้นหา “จุดคานงัด” ให้เจอ ศึกษาถึงพลังด้านบวกที่จะมาช่วยหนุนการทำงานของเรา ดึงเอาพลังในจุดนี้เข้ามาใช้ และค้นหาพลังด้านลบที่จะมาทำให้การขับเคลื่อนงานติดขัดและกำจัดมันทิ้งไปหรือแปรสภาพจากลบให้เป็นบวกให้ได้ และการพลิกสถานการณ์ของเราจะสำเร็จได้

เปรียบพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ มิได้มาจากญาณวิเศษแต่อย่างใด หากจะมาจากปัญญาในการคิดวิเคราะห์มองหน้าเหลียวหลัง และทบทวนความเป็นไปของเหตุและผลไซร้ ทุกสิ่งย่อมรู้แจ้งเห็นจริงได้ ทั้งเข้าใจในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งเราอันเป็นสามัญชนคนธรรมดา ก็สามารถปฏิบัติดังนั้นได้ หมั่นคิด ใคร่ครวญ และวิเคราะห์ สถานการณ์ที่ผ่านเข้ามา การผลักดันการเมืองภาคประชาชนก็อยู่แค่เอื้อมมือ ดังคำกล่าวที่ว่า “รู้เขารู้เรา รู้ฟ้ารู้ดิน รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”
ข้อมูลจาก thaingo.org http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=755

Share