เมื่ออดีต คือ ความมั่นคงของอนาคตแม่กลองและของชาติ

ความเคลื่อนไหวภาคพลเมือง

 

“ประชาธิปไตยที่เป็นระบบเลือกตั้ง มีแพ้ มีชนะ แต่ประชาธิปไตยภาคประชาชน เราทุกคนชนะ อย่างเช่นวันนี้ เรามีความสุขร่วมกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน แบ่งปันและดูแลกันและกัน คุยกันเรื่องส่วนรวมเพื่อความสุขร่วมกัน”

ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ในงาน “การเมืองภาคพลเมืองเพื่อการจัดการความมั่นคงของตนเอง” วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๖ ณ อุทยาน ร. ๒ สมุทรสงคราม

แม่กลอง ฉันรู้จักเมืองนี้ผ่านบทเพลง “มนต์รักแม่กลอง” เพียงชื่อก็ทำให้คิดว่า แม่กลองคงมีมนต์ขลังอะไรบางอย่างที่สะกดใจให้ “รัก”

ฉันมีโอกาสได้รู้จักมักคุ้นกับคนแม่กลองหลายวาระ โดยมากก็ในการอบรมสัมมนา ทุกคนที่ฉันพบทำให้ฉันสงสัยว่า เหตุใดชาวแม่กลองจึงรักสายน้ำแม่กลอง หวงแหนแผ่นดิน และมีพลังมุ่งมั่นรักบ้านเกิด (คนกรุงเทพน้อยคนที่จะเรียกตัวเองว่า เป็นชาวแม่น้ำเจ้าพระยา)

ล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๗ และ ๑๘ มกราคม ฉันได้ไปเยือนชาวแม่กลองอีกครั้งถึงถิ่น และได้แจ้งแก่ใจว่า อะไรคือมนต์รักของแม่กลอง

ฉันตามอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ไปร่วมงาน  “การเมืองภาคพลเมืองเพื่อการจัดการความั่นคงของตนเอง” ตามคำเชิญและชวนของอาจารย์อุษา เทียนทอง แห่งมหาวิทยาลัยชีวิต ผู้หญิงเก่งและมุ่งมั่นต่อการทำงานการเมืองภาคพลเมืองมากว่า ๑๕  ปี

จากกรุงเทพไปราว ๑ ชั่วโมงเศษ (รถติดเล็กน้อย) ฉันพบกับร่องรอยของอดีต ที่ยังคงดำรงอยู่ในวิถีปัจจุบันของชาวแม่กลอง … เรียบง่าย สงบ งดงาม อุดมด้วยอาหารหลากรส ศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ

ก่อนจะถึงเวลางานในช่วงเย็นวันศุกร์  พวกเราใช้เวลาสัมผัสกับสายน้ำแม่กลอง และจิตวิญญาณของคนที่นี่ เราเดินไปตามถนนยางมะตอยสองเลน ที่ขนาบด้วยสวนผักและผลไม้แบบผสมผสาน มีทั้ง สาเก กล้วย ลิ้นจี่ ส้มโอ ผักต่าง ๆ ดูรก ๆ แต่ก็สวยดี

เมื่อเดินขึ้นสะพานข้ามคลอง เราเห็นบรรยากาศสองฝั่งคลองย่อยจากแม่น้ำ ยังคงสงบงาม สายน้ำใส กลิ่นสะอาด ชาวบ้านพายเรือขายของ

ริมถนนมีนั่งร้านเล็ก ๆ ขายก๋วยเตี๋ยวและก๋วยจั๊บชามละ ๑๕ บาท รสชาติอร่อยเกินราคา แม่ค้าขนมปากหม้อก็ทำสด ๆ ช้าหน่อยแต่ปราณีต แป้งสด ไส้อร่อย เป็นมื้อกลางวันของเราที่ย่อมเยาราคา แต่มากด้วยความอิ่มอร่อย ทั้งจากรสมือและรอยยิ้มของผู้ทำอาหาร

กลับมาที่รีสอร์ท ฉันนั่ง ทำงานสบาย ๆ รับลม ปลาตะเพียนตัวโตโผล่มาทักทายและรับอาหารเม็ดที่โปรยให้ นก King Fisher สีฟ้าปรอทตัวเล็กโฉบผ่านผิวน้ำ เสียงแห่งความเงียบถูกขัดจังหวะเป็นระยะ ๆ ด้วยเรือหางยาวที่พานักท่องเที่ยวเยี่ยมชมบรรยากาศแม่กลอง เราโบกมือทักทายกัน ประสาคนไม่รู้จัก ที่อยากแบ่งปันความเบิกบานที่ได้รับจากสายน้ำนี้

บ่ายคล้อย เราเดินทางไปที่อุทยาน ร. ๒ สนามเขียวกว้างขวาง จัดวางด้วยพันธุ์ไม้ไทย และบ้านทรงไทยอันวิจิตร รูปปั้นตัวละครในวรรณกรรมพาให้คิดถึงเรื่องเรื่องในอดีตที่เคยอ่านท่อง (และลืมไปแล้วเรียบร้อย) อดีตเริ่มกลับมา และเรารู้ว่า เราโหยหาอดีตเหล่านั้นเพียงใด …หรือนี่คือจุดขายของแม่กลอง

เรา คือ ทีมผู้จัดงาน และอาจารย์ชัยวัฒน์นั่งคุยกันที่ริมน้ำ ช่วยกันมองว่า งานจะดำเนินอย่างไร เพื่ออะไร เราจะทำให้คนเห็นความหมาย ความสำคัญของแผ่นดินและผืนน้ำกลองได้อย่างไร ให้เขาตระหนักถึงความท้าทายที่รุกคืบเข้ามาในพื้นที่ และให้เขาได้แรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาเป็นพลเมือง ผู้ที่เป็นกำลังของเมือง ทำเมืองให้น่าอยู่ สร้างสุขและชีวิตให้กับทุก ๆ คน

ลมเย็น ๆ อากาศใส ๆ ฟ้ากว้าง ๆ — ฉันไล้สายตาไปตามสายน้ำ ใจเปิดกว้างและทอดไกล ไม่มีตึกสูง สิ่งก่อสร้างปิดกั้นวิวของแม่น้ำ — ปิดกั้นใจ — แสงระยิบระยับสะท้อนเข้าตา มาจากหลังคาวัดภุมรินทร์ ที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ำ — ดวงอาทิตย์ผลสุกกำลังจะลับตาหลังต้นลำพู

ฉันนึกถึงนิราศของสุนทรภู่ … การพายเรือล่องไปเรื่อย ๆ เป็นหนทางหนึ่งสู่ความเป็นกวี ความเงียบสงบ ความนุ่มนวลอ่อนโยนของสายน้ำ ธรรมชาติและวิถีชีวิตผู้คนที่ผ่านตา ย้อมและน้อมใจสู่สุนทรียรส …. ไม่แปลกใจที่บ้านนี้เมืองนี้จะเป็นแหล่งกำเนิดกวี ศิลปินหลากแขนง หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ครูเอื้อ สุนทรสนาน

ระหว่างที่ใจล่องลอยไปกับสายน้ำ อาจารย์ชัยวัฒน์ก็ทักขึ้นว่า “เออนิ … ที่นี่มีแม่น้ำ ลำคลอง ลำกระโดง ทั้งหมดกี่สาย รวมกันแล้วได้ความยาวเท่าไร มีข้อมูลไหม”

น้องทีมจัดงาน “น่าจะสัก ๓๐๐ กว่า ๆ ยังสำรวจไม่ครบ ไหนจะลำกระโดงอีก” (ลำกระโดง คือ ร่องน้ำที่ขุดเพื่อดึงน้ำเข้าสวน)

“น่าคิดนะ ถ้าเราเอาความยาวของแม่น้ำ คลอง ลำกระโดงต่าง ๆ มาต่อกัน จะได้ความยาวสักเท่าไร” อาจารย์ชวนคิด

หลังจากพยายามคิดคำนวณและตามหาข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเตอร์เนท “รวม ๆ กันแล้ว น่าจะได้สัก ๓,๔๐๐ กว่ากิโลเมตรค่ะ” ระยะทางที่ว่านี้เป็นระยะทางจากที่นี่ไปเมืองปักกิ่งได้เลย

จินตนาการแบบนี้ช่วยให้เราเห็นภาพใหญ่ของสายน้ำ ที่คดเคี้ยวในจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย (๔๑๖.๗ ตางราวกิโลเมตร)

“ที่นี่ มีผืนน้ำมากกว่าผืนดิน” อาจารย์ชัยวัฒน์ให้แง่คิด นอกจากนั้น สมุทรสงครามยังได้ชื่อว่าเป็นเมือง ๓ น้ำ คือ น้ำจืด (แม่น้ำ) น้ำเค็ม (มีพื้นที่ติดทะเล) และน้ำกร่อย

“ข้อมูลนี้บอกอะไรกับเราบ้าง ความมั่นคงทางอาหาร ชีวิตของเราขึ้นกับอะไร เราต้องใส่ใจ ดูแลสิ่งใด”

เห็นข้อมูลนี้แล้ว ไม่สงสัยว่า ทำไมชาวแม่กลองจึงรักน้ำ บางคนบอกว่า เกิดในเรือกลางน้ำกันเลยทีเดียว ชีวิตดำเนินรู่กับน้ำ ใส่บาตรพระที่พายเรือเข็มมารับบาตร นอนทอดหุ่ยริมน้ำ ทำสวน ทำนาก็ใช้น้ำ พวกเขามีตำนานเรื่องเล่าของชีวิตที่พันผูกกับสายน้ำ การค้าขายที่มีเรือมากเสียจน คนสามารถเดินข้ามแม่น้ำ โดยไม่ต้องมีสะพาน เพราะอาศัยเดินเหยียบขึ้นเรือที่ลอยอยู่เต็มแม่น้ำ

เวนิสตะวันออกที่เคยหมายถึงเมืองบางกอก …. คงเหลือเป็นความหลัง แต่เราอาจยังมีหวังกับสมุทรสงคราม ถ้ายังรักษาน้ำ และวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับน้ำได้

ถึงวันงาน ..  แดดคล้อย ตะวันลอยต่ำ ๆ เหนือผิวน้ำ สนามหญ้าริมน้ำในอุทยาน ร. ๒ เริ่มคึกคักด้วยเสื้อผ้าหลากสีสันของผู้คนจาก ๒๘ ตำบลของ ๓ อำเภอ ในจังหวัดสมุทรสงคราม ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม รวม ๆ กันแล้วน่าจะสัก ๗๐๐ กว่าคน

บรรยากาศในงานชื่นมื่นเหมือนงานรวมญาติ home coming ทุกคนมาร่วมงานในฐานะเจ้าภาพและแขกร่วมงาน

อาหารมื้อนี้ไม่มีการออกร้าน ไม่มีแม่ค้า แต่ชุมชนจากทุกตำบลร่วมกันเจือจาน แบ่งปันอาหารอร่อยของพื้นถิ่นให้กันกิน เมนูจาก ๒๘ ตำบลไม่ซ้ำกัน เช่น ยำใบชะคราม  ยำหัวปลี เมี่ยงปลาทู ข้าวหมากห่อใบตอง หอยแครงดองเค็ม ขนมจ่ามงกุฎ เป็นต้น

อาหารที่ทำกันมาเองตามประสาพื้นถิ่น ง่าย ๆ แต่อวดความอุดมสมบูรณ์และความรุ่มรวยของภูมิปัญญา ในการสร้างสรรค์อาหารรสเลิศ อย่าง ใบชะครามเป็นพืชที่มีรสเค็มมาก มีกรรมวิธีที่ลึกซึ้งกว่าจะเอามาประกอบอาหารได้ นอกจากนั้น ทีมงานชาวแม่กลองก็ยังสะท้อนแนวคิดการจัดงานแบบพื้น ๆ ที่ไม่นิยมพลาสติก โฟม แต่หันมายืมของวัด (ของชุมชน)

เมื่อได้ฤกษ์อร่อย ทีมงานก็ประกาศให้แต่ละคนหยิบจาน ชาม ช้อน คนละ ๑ ชุด เป็นข้าวของที่ยืมจากวัด ฉันนึกถึงบรรยากาศงานบุญ งานวัด ทุกคนเดินเข้าคิวมาเอาอุปกรณ์การกิน และเดินไปยังซุ้มอาหารจากแต่ละตำบล และนั่งล้อมวงกินข้าวกันในสนามหญ้า

เมื่องานเสร็จ ปริมาณขยะจากงานในลักษณะนี้มีน้อยมาก ขยะเปียกก็สามารถแบ่งปันให้สัตว์พเนจรได้ ขยะที่มีจริง ๆ ก็เป็นอย่างใบตอง ขวดน้ำพลาสติกบ้าง

ในระหว่างที่เบิกบานกับการกินอาหาร ก็มีการแสดงจากคนหลากวัย หลายเพศในเมืองนี้ เริ่มแต่ดนตรีไทยโดยเยาวชน หุ่นเชิดและบทพากษ์ทีมเด็กและคนสูงวัย กระตั้วแทงเสือการละเล่นของเด็ก ๆ การแสดงดนตรีชิว ๆ แบบหนุ่มแนว ๆ รำวงแบบโบราณ

ยิ่งแดดร่ม ความสนุกยิ่งพุ่งเพิ่ม รำวงและแตรวงชวนผู้คนให้ออกมาร่ายรำด้วยกัน จังหวะเร่งเร้า รีดเสียงหัวเราะ รอยยิ้มและความสุขจากใบหน้าของผู้คน ไม่เว้นแม้วัยเด็กและวัยรุ่น บางคนอาจจะเหนียมรำ แต่เท้าก็กระดิกตามจังหวะกลอง

ฉันสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ครั้งล่าสุดเมื่อไร? ฉันลองจินตนาการว่า หากงานนี้ให้คนนอก ผู้จัดงานมืออาชีพมาทำ เราจะสนุกแบบที่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างนี้ไหม

งานเรียบง่ายแต่ได้พลัง เพราะทีมงานผู้จัดได้นำเอาพลังในธรรมชาติของสถานที่มาใชให้เกิดประโยชน์ พื้นที่สนามลานริมน้ำ งดงาม สงบนิ่งมีพลังอยู่ในตัว จนแทบไม่ต้องจัดปรุงฉากอะไรกันมากเพื่อสร้างบรรยากาศ

ฉันคุยกับน้องน้องอาร์ต ที่คุ้นเคยและเป็นผู้คุมลำดับงานว่า “งานนี้มีผู้ดำเนินการจัดงานไหม organizer” น้องส่ายหัว”ไม่ครับ เราประชุมร่วมคิด และร่วมทำกันเอง เราไม่จ้าง organizer เพราะเขาอาจมีรูปแบบ เทคโนโลยี แต่ไม่มี content จิตวิญญาณ ซึ่งเรามี เพราะเราเป็นคนที่นี่ เรารู้ว่า เราต้องการอะไร เราเป็นอย่างไร”

ใช่เลย ฉันว่า ชุมชน ทีมงานท้องถิ่น พลเมืองน่าจะต้องฝึกฝนพัฒนาทักษะการจัดงานที่มีทั้งสาระเนื้อหาที่เข้าถึง แก่นของงาน และท้องถิ่น และนำเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจ เข้ากับจริตและวัฒนธรรมของตน ที่สำคัญ ในการจัดงานแบบนี้ ฉันเห็นคนหนุ่มสาว เยาวชนเข้ามามีบทบาทมาก การจัดกิจกรรม event เป็น สิ่งที่คนรุ่นใหม่อาจจะถนัดและมีหัวคิดสร้างสรรค์ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประกอบได้ดี และสิ่งที่คนรุ่นก่อน ๆ จะเติมเต็มกันได้ คือ สาระ แก่น และความหมายบางอย่าง ฉันมองว่า การให้ชุมชนท้องถิ่นจัดงานกันเองจะเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างคน ฟื้นสัมพันธ์ชุมชนและยังเป็นการถ่ายทอด ส่งต่อจิตวิญญาณ ความภูมิใจบางอย่างของชุมชน จากรุ่นต่อรุ่นด้วย

จากภาพบรรยากาศทั้งหมดของงาน ฉันมองว่า บางที ปัญหาหลายเรื่องที่เรากังวลกัน เช่น เด็กติดยา เด็กติดเกม สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติกำลังถูกทำลาย และรุกคืบด้วยอุตสาหกรรมและธุรกิจท่องเที่ยวที่ไม่ใส่ใจวิถีชุมชน ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ และอีกหลายปัญหา ทางออกอาจเริ่มที่ความสัมพันธ์และความรักของคน  ที่มีให้แก่กันและกัน

ฉันเห็นว่า หลายปัญหาที่เราประสบอยู่มาจาก การขาดความสัมพันธ์ เมื่อคนในครอบครัวไม่สัมพันธ์กัน แตกแยก เด็กก็ขาดที่พึ่งทางความคิด วุฒิภาวะ เมื่อคนขาดความสัมพันธ์กับชุมชน ก็พร้อมที่จะทำอะไรเพื่อตัวเอง แต่ไม่เหลียวมองผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน เมื่อคนทิ้งความสัมพันธ์กับท้องน้ำ ผืนดิน ก็พร้อมที่จะขายให้คนต่างถิ่นย่ำยีแม่-น้ำ แม่-ธรณี ในระดับชาติ เมื่อคนไม่สัมพันธ์กัน ไม่รักกัน ก็พร้อมที่จะห้ำหั่นกัน

ค่ำแล้ว เงามะพร้าวสูงเทียมจันทร์ให้ฉากแสนโรแมนติค พวกเรานั่งฟังการสนทนา “เมื่อโลกท้าทายถึงบันไดบ้านเราจะจัดการอย่างไร” โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ (คนคอน) คุณวิทูรย์ เลี่ยนจำเริญ (คนเมืองนนท์) และอาจารย์สนม ผิวงาม (คนแม่กลอง)

สิ่งที่ท่านทั้งสามพูดช่วยทำให้ฉันเห็นความเต็มอุดมของแม่กลอง ดินแดนแห่งดินใหม่เหมาะกับการเกษตร ดินแดน ๓ น้ำ ทรัพยากรอาหารมากมายหลากหลาย ดินแดนร้อยวัดสะท้อนศรัทธาแต่โบราณ ดินแดนประวัติศาสตร์ที่ผูกร้อยมาแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ดินแดนแห่งศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติที่ยังคงงดงาม

สิ่งดี ๆ เหล่านี้จะยังคงอยู่หรือไม่ อยู่อย่างไร คงไม่เพียงเป็นเรื่องของชาวแม่กลอง แต่เราทุกคน ความมั่นคงของชีวิต คือ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางความสัมพันธ์ ความมั่นคงทางความคิดจิตวิญญาณ ทุนเหล่านี้ยังมีอยู่ในแม่กลอง

หลายคนบอกว่า งานแบบนี้น่าจะทำอีก อาจารย์ชัยวัฒน์แนะให้จัดเป็นกิจกรรมประจำปีของชาวแม่กลองจากทุกตำบล ให้เป็นงานที่ทุกคนรอคอย คอยมาและคอยที่จะร่วมทำ ร่วมสร้าง

ฉันเดินออกจากงาน ผ่านบอร์ดโปรยไอเดีย ที่ให้คนมาเขียนแสดงควาคิดเห็นต่อถิ่นที่อยู่ และความท้าทายที่เข้ามา มีผู้คนจำนวนหนึ่งฝากความคิดไว้บนกระดานนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้ ว่า ความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังรออยู่ที่บันไดเมืองแม่กลอง คงจะกลืนแม่กลองไม่ได้ง่าย ๆ นัก คือ —- เด็กชายหัวเกรียนคนหนึ่งที่บรรจงเชียนข้อความว่า “ผมรักแม่กลอง”


ที่มา:  เมื่ออดีต คือ ความมั่นคงของอนาคตแม่กลองและของชาติ January 21, 2013 by bloomingmind

http://bloomingmind.wordpress.com/2013/01/21/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%87/

Share