หัวใจแห่งการฟัง

บทความ

ที่มา  citizenquest <<<< คลิก

ใบหูทั้งสองข้างประกบกันเป็นรูปหัวใจ

ยิ่งนานวัน ยิ่งตระหนักว่า ฟัง เป็นทักษะที่สำคัญยิ่ง

ฟัง … ให้กำเนิดปัญญา เห็นทางออกและทางใหม่

ฟัง … เชื่อมสัมพันธ์ ครอบครัว เพื่อน พันธมิตร เครือข่าย

ฟัง … หลอมความรู้สึกร่วมกับสรรพสิ่ง อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในตน และขยายสู่การกระทำภายนอก

รำพึงถึงตรงนี้ ใบหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (ในฝ่ายหญิง คือ เจ้าแม่กวนอิม) ท่านเป็นพระผู้สดับตรับฟังเสียงของสรรพสัตว์และยื่นมือออกไปช่วยเหลือในรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ (รูปเจ้าแม่กวนอิมพันมือ) เรื่องนี้สะท้อนชัดว่า การฟังด้วยสติ ปัญญาและหัวใจ นำทางไปสู่ปฏิบัติการคลี่คลายทุกข์ของสรรพชีวิต

นี่คือ หนึ่งในเรื่องราวย่อย ๆ ที่เป็นผลานิสงส์จากการฟัง

กว่า ๗ อนุภูมิภาค ที่เราเดินทางไปเรียนรู้ในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับประสบการณ์การเคลื่อนไหวท้องถิ่นจัดการตนเอง เราได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ จากหลากผู้คนที่ทำงานในพื้นที่ ทำงานขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม เราเห็นโลกผ่านประสบการณ์เรื่องเล่าของพวกเขา ทำให้เราเข้าใจสังคมมากขึ้น เข้าใจทุกข์ปัญหา ที่พี่น้องร่วมสังคมกำลังเผชิญ

ล่าสุด ในเวทีภาคตะวันตก วันแรก เรานั่งล้อมวงกัน ๔ คน แนะนำตัวและแสดงความเห็น ความรู้สึกต่อเรื่อง พลังของคนเล็กคนน้อยในสังคมว่า เราเชื่อไหมว่า เป็นพลังสำคัญในการสร้างสรรค์สังคม

ทุกคนสนทนาอย่างมีพลัง ผลัดกันพูด ตั้งใจฟัง เปิดใจเข้าหากัน — ในบรรยากาศเช่นนี้ มิตรภาพก่อเกิด แล้วเรื่องราวต่าง ๆ ที่ออกมาจากปากผู้พูด ก็ไหลเข้าหัวใจของผู้ฟังได้อย่างง่ายดาย

หนึ่งในเรื่องเล่าที่กระทบหัวใจเรา จนนำไปสู่การคิดเปลี่ยนแปลงตนเอง มาจากเพื่อนอาสาสมัครจากจังหวัดราชบุรี เธอเล่าถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศที่เป็นผลกระทบจากโรงไฟฟ้าในจังหวัด เธอบอกว่าเวลาฝนตก หากรองน้ำฝนในขันสังกะสี แช่ไว้ ๓ วัน จะเห็นว่าขันผุจนทะลุ!

“แล้วผู้คนอยู่กันอย่างไร เวลาฝนตก ไม่ต้องขังตัวเองในบ้านหรืออาคารกันหรอกหรือ?” เราถาม

ผู้คนก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับฝนพิษ ที่ผ่านมาการประท้วงไม่เป็นผล เพราะมีข้ออ้างปิดปากคน “ถ้าไม่มีโรงไฟฟ้า ก็จะไม่มีไฟฟ้าใช้กันนะ เพราะไฟไม่พอ” นอกจากนั้นก็ยังมีเงินชดเชยแลกกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ต้องเสี่ยง ซึ่งเธอบอกว่า คนในพื้นที่เสี่ยงนี้มีภาวะภูมิแพ้กันมาก

ที่นี่ ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาจากขยะอีก ทั้งขยะในเมืองและขยะนำเข้าจากต่างถิ่น หลายพื้นที่ถูกใช้เป็นแหล่งฝังกลบขยะ ซึ่งมีขยะพิษรวมอยู่ด้วย บางแห่งขุดหลุมลึก จนเสี่ยงว่าจนกระทบกับน้ำใต้ดิน หรือบางครั้ง แม้ไม่ลึก แต่เวลาฝนตก น้ำที่ไหลผ่านชั้นดิน ผ่านขยะก็อาจจะนำพาเอาสารพิษลงไปเก็บไว้ในน้ำใต้ดิน — ดินเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ ผลผลิตผักและผลไม้ที่ชาวนา ชาวไร่ปลูก สู่ผู้บริโภคก็เป็นพิษ

อาสาสมัครราชบุรีคนนี้ยังสะท้อนด้วยว่า ชาวไร่ที่ตำบลหนึ่งที่ปลูกผักในพื้นที่เสี่ยงพิษเช่นนี้ จะไม่บริโภคผลผลิตทางการเกษตรของตน แต่จะส่งไปจังหวัดอื่น ๆ

ยังไม่พอ ยังมีเรื่องที่เอกชนกว้านซื้อที่ดินนับพันไร่ เพื่อสร้างโรงเลี้ยงหมู ไก่ เป็ด — ไม่เพียงเรื่องกลิ่น แต่ยังเป็นเรื่องการบำบัดของเสียและความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนในน้ำด้วย

ชาวบ้านได้รวมตัวกันยื่นฟ้ององค์อิสระที่เกี่ยวข้อง แต่หน่วยงานนั้นบอกว่า “เหตุ (ที่เกรงว่าจะร้าย) ยังไม่เกิด ไม่อาจรับเรื่องได้” ชาวบ้านบอกว่า “รู้สึกเจ็บใจมากที่ได้ยินอย่างนี้ จะรอให้เรื่อง — ความเสียหาย เกิดก่อนหรืออย่างไร เราป้องกันไม่ดีกว่าตามแก้ปัญหาหรอกหรือ”

เราได้ยินเรื่องราวเช่นนี้จากคนทำงานขับเคลื่อนสังคมที่นครนายกเช่นกัน คุณหมอท่านหนึ่งที่ทำงานกับชุมชน รณรงค์ขอให้เอกชน องค์กรต่าง ๆ ทบทวนการสร้างโรงเลี้ยงไก่ ใกล้ต้นน้ำจังหวัดนครนายก กลุ่มนี้ได้ยื่นเรื่องกับองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเช่นกัน ก็ได้รับคำตอบคล้ายกัน คือ ปัญหายังไม่เกิด สิ่งที่เรากังวลเป็นเพียงความคาดเดา ซึ่งอาจไม่เกิดก็ได้

เรื่องเล่าของพวกเขาเขย่าจิตสำนึกและหัวใจเรา

ไฟฟ้าที่เราใช้มีราคาสุขภาพและชีวิตของเพื่อนร่วมชาติแฝงอยู่ในนั้น (ซึ่งราคานี้ยังไม่ได้นับรวมเข้าไปในค่า FT)

ขยะที่เราสร้าง เราไม่ต้องการ เหม็น สกปรก เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค เราปัดออกไปกองไว้ในบ้านเพื่อน

น้ำที่เราดื่ม-ใช้ ผัก ผลไม้ ข้าว ปลา ที่เรากิน มากจากแหล่งน้ำเดียวกัน แม่น้ำ ลำธาร ใต้ดิน — ทุกสิ่งที่เรากระทำต่อธรรมชาติหมุนเวียนย้อนกลับมาหาเรา

ฟังแล้วสะท้อนใจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะ มีเราเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วย

เราจะสุขบนความทุกข์ของเพื่อนหรือ? เราจะดูแลเพื่อนร่วมชาติของเราอย่างไร ? เราจะดูแลเพื่อนและบ้าน (โลก) ของเราอย่างไร ?

เราเริ่มคิดถึงโครงการกิจกรรมบางอย่างที่ “น่าทำ ควรทำ และต้องทำ” ทั้งในระดับส่วนตัว และร่วมรณรงค์ในระดับส่วนรวม เพื่อดูแลปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ และปัญหาอื่น ๆ ด้วย

ถอดความรู้จากประสบการณ์เล็ก ๆ นี้ เราเห็นว่า ความรู้สึกเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมสุข นั้นเป็นความรู้สึกที่มีพลัง นำไปสู่ปฏิบัติการบางอย่างได้ เพราะเมื่อคนเรารู้สึกเป็นเพื่อนกัน เราก็พร้อมหรืออยากจะร่วมทุกข์ ปันสุขกันกับเพื่อนของเรา

แล้วความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ความรู้สึกเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ (ในกรณีนี้) เกิดจากอะไร

เราสรุปสั้น ๆ ในขั้นนี้ว่า มาจากการจัดกระบวนการสนทนาที่งดงาม นำด้วยคำถามที่ลุ่มลึก ที่สำคัญ รับฟังกันด้วยหัวใจ

Share