ทุกสิ่งทุกอย่างมีเรื่องราว และทุกเรื่องราวล้วนเชื่อมโยงกับความเป็น “ฉัน” และ “เรา” (ตอนที่ 1)

บทความ

เรื่องราวน่าสนใจจาก CitizenK    <<<<

[youtube id=”sW_7i6T_H78″]

ตอนที่ 1

“ก่อน ที่ใครสักคนจะมีบัตรเครดิตใบแรก เขาคนนั้นควรไปเยี่ยมชมหลุมขยะ หรือเตาเผาขยะเสียก่อน”  —  แอนนี่ เลนนาร์ด ผู้ท่องไปในหลุมฝังกลบขยะกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

หากคุณยืนอยู่ที่กระจกหน้าร้านที่โชว์ของชิ้นหนึ่งที่คุณหมายตา คำถามที่จะผุดขึ้นในใจคุณคืออะไร

“ของชิ้นนี้ราคาเท่าไรนะ”

“เราจะได้ของชิ้นนั้นมาได้อย่างไรดี เงินสดที่มีจะพอหรือเปล่า”

แต่ผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งถามต่างออกไป “ของชิ้นนี้มีที่มาจากไหน และท้ายที่สุด มันจะไปจบลงที่ใด”

หลายคนอาจสงสัยว่า เราจะถามคำถามแบบนั้นไปทำไมกัน

แต่ สำหรับแอนนี่ เลนนาร์ด เพียงคำถามง่าย ๆ ที่ “โดน” ทำให้เธอเห็นโลกทั้งใบ คำถามพาเธอไปเห็นหลุมฝังกลบและเตาเผาขยะในหลายประเทศทั่วโลก เปิดตาเธอให้รู้กลไกการผลิตและระบบตลาดของโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความอยุติธรรมและความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม และปัญหาสุขภาพและพร่องความสุขของมนุษย์ยุคขยะ

ภาพยนตร์สารคดีสั้นของ เธอชุด เรื่องราวข้าวของ (Story of Stuff) ได้รับความสนใจจากผู้ชมทางอินเตอร์เนทอย่างมาก โดยมีการคลิ้กเข้าชมกว่า 12 ล้านครั้ง ใน 3 ปี ทั้งนี้เธอย้ำว่า ไม่ได้ทำการโปรโมทหรือโฆษณาแต่อย่างใด และปัจจุบันมีผู้คลิ้กเข้าชมเรื่องราวข้าวของในเว็บไซต์ www.storyofstuff.org จำนวนกว่า 10,000 ครั้งต่อวัน

ล่า สุดเธอมาแวะพักผ่อนที่เมืองไทย และโครงการกินเปลี่ยนโลกจึงขอเวลาเธอ 2 ชั่วโมง เพื่อมาพูดคุยกับคนไทยผู้สนใจเรื่องราวข้าวของ ที่บ้านอารีย์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมานี้

ข้าวของต่างๆ ที่เราใช้มาจากไหน และจะไปที่ใด”

โลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตเพราะฤทธิ์การตลาดที่เน้นให้คนบริโภคอย่างไร้ขีดนำกัด

ลองสำรวจเฉพาะตัวเราเอง เรามีข้าวของมากมายเพียงใด เสื้อกี่ตัว กระเป๋ากี่ใบ รองเท้ากี่คู่ แก้วน้ำ ฯลฯ

หาก จะบอกว่า ทรัพยากรมีจำกัด ก็คงยากจะเชื่อ เพราะเข้าไปที่ห้างสรรพสินค้า เราจะละลานตาด้วยข้าวของเครื่องใช้ ที่ออกรุ่นใหม่ไม่เว้นแต่ละวัน

แต่ ความจริง โลกใบนี้มีทรัยพากรจำกัด และเราก็มีโลกเพียงใบเดียวให้อาศัย  เราจะอยู่อย่างไรหากทรัพยากรหมดโลก ทรัพยากรที่เราไม่สามารสร้างหรือผลิตได้เอง ไม่ว่า ดิน น้ำ อากาศ ต้นไม้ สัตว์

ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าเหล่านี้เข้าสู่สายพานการผลิตทาง อุตสาหกรรม เมื่อผลิตแล้วก็ตรงเข้าร้านค้าเพื่อซื้อขาย เมื่อสินค้าผ่านถึงมือผู้บริโภค ใช้สอยกันพอ “เบื่อ” แล้ว สิ่งของเหล่านั้นก็จะถูกทิ้งไป ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมามีชีวิตได้อีก หลักฐานก็มีให้เห็นตามหลุมฝังกลบขยะ และเตาเผาขยะ ซึ่งกำลังเป็นภูเขาชนิดใหม่ที่มนุษย์ผลิตขึ้น

ในยุคบริโภคนิยม อัตตลักษณ์ คุณค่าของคนผูกติดกับของที่เราใช้ สิ่งที่เรามี มากกว่าสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ และที่น่าเศร้ากว่านั้น คือ “คนที่มี” มักจะเสียงดังกว่า “คนที่มีน้อย” ดังนั้นใคร ๆ จึงอยากเป็นผู้ที่มีเสียงดัง จึงต้องซื้อและหาข้าวของมาประดับสร้างอัตตลักษณ์กันไป

ส่วน “ผู้ที่ไม่มี” จะว่าไป พวกเขาจ่ายราคาชีวิตแสนแพง

ชน เผ่าหลายแห่งในประเทศต่าง ๆ ถูกริดรอนสิทธิในการอยู่อาศัยและทำมาหากินในที่ดินธรรมชาติ ที่บรรพบุรุษอยู่กิน ดำรงเผ่าพันธุ์มาช้านาน เหตุผลที่บอกว่าพวกเขาไม่ควรอยู่ที่นั่น คือ การอนุรักษ์ธรรมชาติหรือการจัดการทรัพยากร

เมื่อย้ายคนไร้สิทธิไร้ เสียงออกจากพื้นที่ธรรมชาติ ธุรกิจก็เข้าไปครอบครองป่า น้ำ ไม้ทันที อย่างในป่าดิบชื้นที่อะเมซอน มีการตัดไม้นาทีละ 2,000 ต้น

คนที่ไร้ ที่ดินทำกิน ขาดความรู้สมัยใหม่ จึงต้องเข้ามาแออัดในเมือง อยู่ในสลัม ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เคยภาคภูมิ เอาหยาดเหงื่อแรงงานแลกข้าว หลายคนต้องเข้าทำงานในโรงงาน หรือทำอาชีพที่เสี่ยงต่อชีวิต ทำงานกับสารพิษ สารเคมี

ทำอย่างไรได้ โลกบริโภคต้องการทรัยพากร ดังนั้นคนเหล่านั้นผู้ที่ไม่มีเงินซื้อหาข้าวของ ก็ต้องจ่าย ด้วยราคาชีวิตที่แสนแพง เพื่อให้เราเหล่านักช้อปได้ซื้อของในราคาย่อมเยา ซื้อ-ใช้-ทิ้ง

นั่นคือราคาที่ซ่อนไว้ภายใต้สินค้าราคาถูก อย่าง วิทยุพกพาราคา 200 บาท คือหลายชีวิตที่ต้องทิ้งถิ่นฐาน ครอบครัวแตกแตก สุขภาพย่ำแย่ ….

เมื่อประเทศที่เจริญทางวัตถุมากผลาญทรัพยากรจนขั้น วิกฤต จึงเปลี่ยนแนวคิด หันไปเอาวัตถุดิบจากประเทศที่เจริญน้อยกว่า ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็ยอมแลกทรัพยากรต่าง ๆ กับบรรษัทธุรกิจและรัฐในโลกที่เจริญ ด้วยตัวเองก็ใฝ่ฝันอยากจะเจริญเป็นประเทศ “ผู้ที่มี” กับเขาบ้าง

ดัง นั้น ประเทศที่อยากเจริญทางวัตถุจึงขายทรัพยากรอันอุดม และหยิบยื่นผืนดินให้เป็นแหล่งการผลิตที่มักปล่อยของเสียสารพิษ และให้พื้นที่เป็นแหล่งทิ้งขยะ เตาเผาขยะ

บางประเทศที่เจริญแล้วสร้าง เตาเผาขยะและส่งขยะในประเทศของตัวให้มาเผาในประเทศที่อยากเจริญ “มลพิษจะได้ไม่ปนเปื้อนประเทศของเรา” แอนนี่กล่าว “ทำไมคิดไม่ได้ว่า ลมพัดพามลพิษไปได้ทั่วโลกนะ”

“บางคนบอกกับฉันว่า เรื่องปัญหาความไม่เสมอภาค ความเอารัดเอาเปรียบ และความอยุติธรรมทางสังคมเป็นปัญหาใหญ่ เรื่องการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเอาไว้ทีหลัง แต่ฉันเห็นว่า การรณรงค์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกันกับความเสมอภาค ความเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม” แอนนี่กล่าว

สำหรับแอนนี่ เรื่องข้าวของพาเธอไปเห็นเบื้องหลัง ของปํญหาที่เกี่ยวพันกับ อำนาจทุน อำนาจการเมือง ที่ส่งผลกระทบกับชีวิตคนทั้งในเมือง และชนบท กระทบต่อสุขภาพชีวิตของคนในทุกระดับ และทุกภาวะ ไม่ว่า มลพิษในอากาศ น้ำ ดิน พืชผล สุขภาพ ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ข้าวของวันนี้ ขยะวันพรุ่งนี้

99 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ถูกผลิตเข้าตลาด จะกลายเป็นขยะภายใน 6 เดือน”

หาก เราเชื่อว่าเศรษฐกิจเดินได้ด้วยการซื้อ ใครอยากจะผลิตสินค้าที่คนใช้สามารถใช้ได้ดีตลอดกาล ผู้ผลิตย่อมอยากผลิตและขายไปได้เรื่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น คือ การวางแผนให้สินค้าเป็นขยะให้เร็วที่สุด —  อย่างไร?

อย่างแรกก็ด้วยการดีไซน์ให้สิ่งของต่าง ๆ เป็นประเภท “ใช้แล้วทิ้ง” อย่างแก้วน้ำ ขวดน้ำพลาสติก จาน กล้องถายรูป เป็นต้น

อย่าง ที่สอง คือ การทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เรามีอยู่นั่นล้าสมัย ตกรุ่น เราจะเห็นเรื่องแบบนี้มากในแฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และสินค้าเทคโนโลยี อิเล็คโทรนิคส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป ฯลฯ

สื่อและโฆษณาก็มีส่วน ช่วยโหมประโคมให้เรารู้สึก “ด้อย ตกรุ่น และล้าสมัย” ลองดูโฆษณาสักชิ้น แล้วดูว่า เรารู้สึกยินดี พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี สิ่งที่เราเป็นหรือไม่

แนว โน้มที่เราจะรู้สึก คือ “เรายังไม่ขาว หน้าไม่กระจ่างใส เตี้ยเกินไป อวบไปนิดแล้ว ริ้วรอยไม่ควรมีนะจ๊ะ ผมไม่ตรง ของที่มีตกรุ่น ล้าสมัย ยังฉลาดไม่พอ ครอบครัวไม่ครบ โสดได้อย่างไรกันเธอ …..”

ไม่รู้ว่า ในแต่ละวัน คนไทยได้รับสื่อโฆษณามากน้อยแค่ไหน (แต่เพียงขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส 1 เที่ยว ก็โดนไปแล้วกว่า 30 โฆษณา) แต่ชาวอเมริกันจะได้ยิน ได้เห็นสื่อโฆษณาอย่างน้อย 3,000 ชิ้น แล้วจะให้เราพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นและมีได้อย่างไร

พบกับตอนที่ 2 เร็วๆ นี้

Share