สรรสร้างเครือข่ายแห่งพลัง (Creating energetic network )

บทความ

          “ในภาพยนตร์  Lunch Box เมนูต้องมนต์รัก เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างเครือข่ายที่มีพลังในยุคนี้ได้อย่างไร”

คำถามนี้ เป็นคำถามสำคัญของเวที สรรสร้างเครือข่ายแห่งพลัง หรือ   Creating energetic network   ที่ต้องนำไปครุ่นคิดต่อเพื่อสนทนากันให้ตกผลึก

เพราะเราอยู่ในโลกแห่งเครือข่าย ที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายพึ่งพิงอิงอาศัย และเชื่อมโยงกันและกันอย่างไม่สิ้นสุด ในโลกแบบนี้ การจัดการและสั่งการจากศูนย์กลาง และใช้มาตรฐานกลาง ไม่อาจรับมือกับปัญหา ที่มีความสลับซับซ้อนและหลากหลายในแต่ละพื้นถิ่นได้ หนำซ้ำ ความพยายามที่จะจัดการจากศูนย์กลางแบบเป็นมาตรฐานเดียว จะยิ่งทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอีก

ด้วยเหตุนี้ ผู้นำต้องสามารถแผ่ขยายมณฑลแห่งพลังการเปลี่ยนแปลงให้กว้างไกลในเครือข่ายด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกปัจจุบัน ที่เป็นโลกแห่งเครือข่ายสังคมสารสนเทศ ผู้นำที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพได้ในเครือข่าย ระหว่างเครือข่ายก็จะสามารถรังสรรค์พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงได้กว้างไกลและลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้น

ดังนั้น  การจะเข้าใจเครือข่ายได้จึงต้อง

  • ทำความเข้าใจธรรมชาติ ลักษณะของเครือข่ายต่าง ๆ ในระบบโลกที่มีชีวิต (living systems) อะไรคือเครือข่าย เครือข่ายแตกต่างจากกลุ่ม และชุมชนอย่างไร
  • มองรูปแบบเครือข่ายต่าง ๆ  มีลักษณะการเชื่อมโยง สัมพันธ์กันอย่างไร เครือข่ายทำงานอย่างไร อะไรคือจิตวิญญาณของเครือข่าย
  • ใครเป็นใครในเครือข่าย เพื่อให้เราเข้าใจบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน (องค์กร ชุมชน) ที่อยู่ร่วมกันในเครือข่าย และทำงานร่วมกันในเครือข่ายสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้
  • การเชื่อมโยงกันต่างเครือข่าย (bridging) และการสานพลังเครือข่ายให้แน่นแฟ้น (bonding) เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะได้รู้จัก
  • เครือข่ายในยุคใหม่ ยุคสารสนเทศ สื่อสารอย่างไรให้มีพลัง social mobilization and networking  ซึ่งเป็นตัวหลักในการทำงานเกิดความสำเร็จ เราต้องตีเรื่องคนให้แตก จึงจะเข้าใจเรื่องเครือข่าย

จากหลักการข้างต้นทำให้ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจเรื่องเครือข่ายที่มีชีวิต   เพราะชีวิตเป็นระบบเครือข่ายที่มีชีวิต (living systems) ธรรมชาติ สายน้ำ ปลา เป็นโยงใยของชีวิต ที่มีผลต่อชีวิตของกันและกัน และชีวิตของเราด้วย เมื่อเราเข้าใจความเชื่อมโยงในระบบที่มีชีวิต เราจะเห็นคุณค่าธรรมชาติทั้งหมด ดูแลธรรมชาติ ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตเรา นี่คือภาพรวมของโยงใยชีวิต ซึ่งเราเป็นส่วนหนึ่งในนั้น

        “มนุษย์เป็นสัตว์ที่อยู่ร่วมกันเป็นเครือญาติ ชุมชน สังคม นับเป็นพัน ๆ ปี เราจะเห็นการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนริมน้ำ ริมทะเล นอกจากนี้ เราก็จะเห็นความพยายามของมนุษย์ที่จะเชื่อมต่อ สื่อสารกันเสมอ ในหลากหลายรูปแบบ ผ่านเส้นทาง เกวียน เรือ เป็นต้น

       เครือข่ายของสังคมมนษย์มีเป็นพันปี เป็นไปตามโครงสร้างของการติดต่อคมนาคม เราเป็นเครือข่ายด้วยการสื่อสาร ทั้งภาษาพูด (วจนภาษา) ภาษาไร้คำพูด (อวจนภาษา) การสนทนาระหว่างมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่าย แต่มิตินี้มักถูกมองข้าม”   อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์  กล่าวตอนหนึ่งในเวที สรรสร้างเครือข่ายแห่งพลัง

ปัจจุบัน เครือข่าย (network) เข้าสู่ยุค super highway ทางอินเตอร์เนท เราเข้าถึงโลก เชื่อมโยง ติดต่อกันกว้างขวางและรวดเร็วมากขึ้น แต่มนุษย์ก็เหงามากขึ้นด้วย แสดงว่า แก่นของการสร้างเครือข่ายอยู่ที่สภาวะความคิด จิตใจ ความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เทคโนโลยี เครื่องมือต่าง ๆ

การสร้างเครือข่ายที่กลับมาหาความเป็นมนุษย์ คนจะร่วมมือกัน ผูกพันกัน เมื่อใจสัมผัสใจกัน เข้าใจกัน การสื่อสารที่เปิดเข้าหากัน เครือข่ายที่ยั่งยืนอยู่ที่ความไว้วางใจกัน

ลักษณะของเครือข่าย

เครือข่ายอาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ

  • Bonding network เป็น เครือข่ายผูกพันสัมพันธ์กันลึกซึ้ง อย่างเช่น เพื่อนร่วมรุ่น เครือญาติ เพื่อนในการทำงาน เป็นเครือข่ายของคนที่อยู่ในเผ่าพันธุ์เดียวกัน มีวัฒนธรรมคล้ายกัน องค์กรเดียวกัน มีความชอบ ความสนใจเรื่องเดียวกัน เป็นต้น
  • Bridging network เป็น เครือข่ายข้ามเผ่าพันธุ์ หมายถึง การเชื่อมโยงกันระหว่างความต่าง ไม่ว่าต่างวัฒนธรรม ต่างสายงาน ต่างความสนใจ เป็นต้น ซึ่งข้อดีของการเชื่อมโยงคนต่างเผ่าพันธุ์นี้ก็คือ เป็น โอกาสที่อาจนำไปสู่การเกิดนวัตกรรมหรือปรากฏการณ์ใหม่ ๆ เช่น สังคมสงเคราะห์ข้ามข่ายมาพบกับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ จะเกิดอะไรเป็นประโยชน์อย่างไรบ้าง

รูปแบบเครือข่าย

เครือข่ายยอาจแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ คือ

  • เครือข่ายที่เกิดจากการออกแบบและ/หรือจัดตั้ง (By Design) รูปแบบเครือข่ายนี้จะมีผู้นำ คนอยากขยายงาน ขยายผล เชื่อมคน เป็นคนที่มีลักษณะคล้ายชุมทาง (hub) ความสัมพันธ์ ที่เชื่อมโยงคนได้มากมายหลากหลาย เครือข่ายแบบนี้ต้องมีการบริหารจัดการ มีคนที่เป็นตัวตั้งตัวตี (ชุมทาง) มีพรรคพวกเพื่อนฝูง มีทักษะความสามารถต่างๆ
  • เครือข่ายก่อเกิดฉับพลัน (Hastily formed network) เป็นเครือข่ายที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน มักจะเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤต ยกตัวอย่าง เครือข่ายอาสาสมัครสึนามิ เครือข่ายช่วงเกิดพายุแครินาในอเมริกา จุดแข็งของเครือข่ายแบบนี้อยู่ที่ความยืดหยุ่น พลิกแพลง เชื่อมโยงทำงานกันอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อภาวะวิกฤตคลายตัว คนก็สลายไปบ้าง แต่ก็จะมีบางส่วนที่ยังคงเกาะเกี่ยวเชื่อมโยง ขยายหรือสร้างงานร่วมกันต่อไป

เครือข่ายต้องมีโครงสร้าง โครงสร้างเครือข่ายแบบไม่เป็นทางการจะปรับตัวได้คล่องกว่า มีประสิทธิภาพในการทำงานรวดเร็ว ส่วนโครงสร้างเครือข่ายเป็นทางการ จะมีระบบระเบียบมาก ทำให้การทำงานไม่รวดเร็ว ซึ่งอาจมีผลต่อประสิทธิภาพ

เมื่อเข้าใจทั้งธรรมชาติของเครือข่าย ได้ศึกษาลักษณะของเครือข่าย และรูปแบบของเครือข่ายโดยหลักๆ แล้ว เราจะต้องกลับมามอง และชักชวนทีมทำงานให้เห็นภาพร่วมกัน ว่าเรากำลังอยู่จุดไหนของเครือข่าย  เครือข่ายที่เข้มแข็งของเรามีลักษณะจุดดี จุดด้อยอย่างไร และหากเราจะเชื่อมพลังข้ามเครือข่าย ข้ามสายพันธุ์กันแล้ว เราจะต้องมีท่าทีและการปฏิบัติต่อกันและกันอย่างไร เครือข่ายการทำงานเพื่อปฏิรูปสังคมของเราจะขยายอย่างมีพลังมากขึ้น

โจทย์เหล่านี้จะอยู่ในใจของผู้ที่เข้าร่วมกระบวนการฝึกอบรมที่ต้องไปคิดต่อและนำไปปรับใช้กับการทำงานในระดับพื้นที่ เพราะเราต้องตระหนักว่า สภาวะที่สำคัญมากของเครือข่าย คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งบางทีมีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้นทำให้ใจเชื่อมกัน ความรัก ความเมตตา อารมณ์เป็นพลัง (energy in motion) พลังในการเคลื่อนไหว สิ่งที่จะทำให้เครือข่ายไปได้ดี เราต้องใส่ใจสภาวะอารมณ์ความรู้สึก ใส่ใจความสัมพันธ์ และเข้าใจวัฒนธรรม คุณค่าของผู้คนที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง

การทำเครือข่ายไม่ดี คือ ไม่ใส่ใจเรื่องอารมณ์ สภาวะภายใน การเชื่อมกันให้ได้ต้องใส่ใจเรื่อง กำแพงใจ กำแพงความคิด เจตจำนงค์ เป้าหมาย เท่านั้นไม่พอ ต้องบวกความใส่ใจ เราต้องใส่ใจต่อกันและกัน การใส่ใจเกิดขึ้น เมื่อมองแล้วได้ยิน ฟังแล้วได้ยิน 

Share