เมื่อใจโยงใยถึงกัน ความมหัศจรรย์ก็บังเกิด (When we connect, miracles happen.)

บทความ

“นี่ไม่ใช่การปาฐกถาหรือการบรรยาย สิ่งที่อาตมาทำคือ การแบ่งปันจากหัวใจ นำเอาประสบการณ์จากหัวใจคำสอนของครูบาอาจารย์ ที่ได้รับการเรียนรู้สั่งสอนมาถ่ายทอดให้พวกเรา ดังนั้น ขอให้มีสติ ใส่ใจ ในการฟัง ไม่ใช่ฟังด้วยหู แต่ด้วยตา ใจ สมอง แล้วจะได้ยินมากกว่าคำพูด”

maxresdefault

ดิฉันไม่ใช่พิธีกรโดยอาชีพ แต่ก็มักได้รับการทาบทามให้ทำหน้าที่นี้อยู่หลายครั้ง โดยเพื่อนในแวดวงเอ็นจีโอ องค์กรจิตอาสา และองค์กรภาคประชาสังคม โดยมาก ดิฉันจะบ่ายเบี่ยง ด้วยเกรงว่าจะทำได้ไม่ดีและแนะนำให้เพื่อนๆ ติดต่อผู้ที่ดิฉันเห็นว่าเป็นมืออาชีพมากกว่า แต่ในครั้งนี้ ดิฉันเลือกที่จะท้าทายตัวเองและน้อมรับคำเชิญจากโครงการเผชิญความตายอย่างสงบ เครือข่ายพุทธิกา ทั้งๆ ที่มีความหวาดหวั่นในใจและกังวลมากมาย

งาน “ศิลปะแห่งการอยู่และการตาย” จัดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2558 ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นงานใหญ่และมีความสำคัญในหลายระดับ ประการแรก เป็นงานที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดิฉันนับถือมางานนี้มากมาย อาทิ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล อาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ เป็นต้น อีกทั้ง องค์ปาฐกที่เป็นธรรมาจารย์ทิเบตผู้มีชื่อเสียงทั่วโลก ท่านโซเกียล ริมโปเช นอกจากนั้น ยังมีผู้ที่มาร่วมเสวนาในงาน “เรียนรู้ความตาย เข้าใจชีวิต” เช่น คุณ ปรียานุช ปานประดับ นพ. สกล สิงหะ อาจารย์คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง คุณอนุสรณ์ ติปยานนท์ และ คุณประสาน อิงคนันท์ พิธีกรอาชีพ เดิมจัดรายการกบนอกกะลา และคุณเมธี จันทรา นักดนตรีอาชีพ — ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือ

 

ประการที่สอง ประเด็นเรื่องการอยู่และการตายเป็นสาระสำคัญกับผู้คนทั้งในระดับปัจเจกและสังคม มีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ให้ความสนใจ โดยงานวันนั้นมีผู้มาร่วมงานกว่า 700 ชีวิตนับเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปิดรับเรื่องการสนทนาในประเด็นความตาย ในพื้นที่สาธารณะ อย่างกว้างขวาง

ในหัวใจดิฉัน มีความกังวลและความกล้านั่งเล่นอยู่ด้วยกัน

“ไม่ว่าจะไปที่ไหน นำการประชุมอะไร ให้เราดึงศักยภาพสูงสุดทุกครั้ง” คำพูดของ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ แวบเข้ามาในใจ ทำให้ต้องถามตัวเองต่อไปว่า “แล้วเรามีศักยภาพอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับงานนี้ และต้องทำอย่างไรจึงจะดึงศักยภาพนั้นมาใช้ให้สูงที่สุดสุด”

ที่ผ่านมา ดิฉันทำงานนักข่าว นักเขียน จัดรายการวิทยุ บันทึกกระบวนการเรียนรู้ของ อ. ชัยวัฒน์ ทำกระบวนการอบรมบ้าง แต่ก็กับผู้ร่วมเรียนรู้ราว 20-40 คนเท่านั้น — ประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้ ทักษะหรือความรู้ใดที่เราน่าจะดึงเอามาใช้ได้บ้าง

ทุกครั้ง ในการทำฝึกอบรมกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ และแม้แต่ในการประชุมสนทนา สิ่งที่อาจารย์ชัยวัฒน์ มักฝึกให้เราทำเป็นนิสัย คือ ก่อนจะเริ่มทำอะไรก็ตาม ถามใจตนให้ตระหนักชัดถึงเป้าหมายหรือเจตนารมณ์ในการทำงานนั้นๆ (clarify intention) และบริบท (clarify context) ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราทำ

“พิธีกรทำอะไร งานพิธีกรครั้งนี้มีความหมายและความสำคัญอย่างไร” ดิฉันถามตัวเอง

ทีมงานขององค์กรร่วมจัดทำการบ้านมาอย่างดี น้องๆ เขียนและส่งสคริปท์ที่จะให้ดิฉันพูด ประกาศในแต่ละช่วง หากดิฉันจะอ่านตามสิ่งที่เตรียมมาแล้ว เติมน้ำเสียง ลีลา ท่าทางเข้าไป ก็คงจะใช้ได้แล้ว ง่าย แต่หากดิฉันอ่านหรือพูดตามบทที่เตรียมมาแล้วนั้น “ตัวเราจะรู้สึกอย่างไร คนฟังจะรู้สึกอย่างไร”

ดิฉันตอบได้เฉพาะตัวเองว่า คงรู้สึกตายซาก ไร้ชีวิตชีวา ซึ่งช่างขัดกับสาระในงานนี้ ที่ต้องการเน้นว่า การพิจารณาความตายจะทำให้เราเห็นความหมายและใช้ชีวิตได้อย่างมีชีวาและเต็มเปี่ยม ดิฉันยังนึกถึงภาพอาจารย์ชัยวัฒน์ที่เห็นมาตลอด อาจารย์เป็นตัวเองในทุกครั้ง กับทุกคนและทุกที่ ดิฉันคิดว่า เราไม่อาจเป็นน้อยกว่าที่ตัวเองจะเป็นได้ ดังนั้น ทั้งหมดที่มีและเป็นจะนำมามอบให้กับงานนี้ในเวลาที่ได้รับมอบหมาย การดึงศักยภาพสูงสุดในตนนั้นสำหรับดิฉันคือการนำตัวตน หัวใจ และจิตวิญญาณ ใส่ลงไปในงาน ทำให้งานมีชีวิต และให้ทั้งตัวเราเป็นของขวัญให้กับผู้อื่น

ดิฉันนิยามความเป็นพิธีกรว่าเป็นการนำกระบวนการสนทนา ดิฉันมองว่า พิธีกร เป็นรูปแบบหนึ่งของ touchpoint leadership คือเป็นผู้นำที่เหนี่ยวนำให้เกิดพลังการเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์ได้ ชวนครุ่นคิดผ่านการตั้งคำถาม ตัวดิฉันเป็นผู้เชื่อมร้อยกิจกรรมต่างๆ ในบ่ายวันนั้นให้ราบรื่น สร้างสนามพลังของการเรียนรู้ให้คนทุกคนมีความสุขและได้สาระบันดาลใจร่วมกัน

ดิฉันพบว่า เมื่อเราให้ความหมายกับสิ่งที่ทำ เราจะทำสิ่งนั้นในระดับของความหมายที่เราสร้างขึ้น หากเรามองว่า งานของเราเล็ก ไม่มีอะไร ใจก็จะเล็กและทำงานนั้นเพียงให้เสร็จๆ ไป แต่เมื่อเรามองว่า งานเรามีคุณค่าความหมาย ใจจะพองโตและเกิดการยกระดับศักยภาพตัวเองให้สูงเท่าความหมายของงานนั้นๆ

ดิฉันตั้งใจกับงานนี้มากด้วยเหตุอีกประการ คือ ทีมงานขององค์กรร่วมจัด ที่ตั้งใจเตรียมงานนี้อย่างประณีตทุกขั้นตอนมาเป็นระยะเวลานาน จัดเตรียมบรรยากาศในการร่วมงานอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งภาพ เสียง การจัดคิว ทุกอย่างทำอย่างมืออาชีพ ความตั้งใจและทุ่มเทของทีมงานทั้งหมดทำให้ดิฉันมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกันทำภารกิจนี้ เพื่อให้ทุกคนที่อยู่ในงานได้รับอรรถรสและความปีติจากการฟังสาระบันดาลใจดี ๆ

แม้จะมาเจอกันเพียง 2 ชั่วโมงก่อนเริ่มงานก็ตาม แต่ดิฉันก็รู้สึกทันทีว่า เราเป็นทีมเดียวกัน ดิฉันพยายามทำการบ้านมาอย่างดี ทำความเข้าใจสาระสำคัญในสคริปท์ ทำข้อมูลเพิ่ม พยายามจำชื่อคน องค์กร งาน ฯลฯ เตรียมความคิด เตรียมสาระ เตรียมลีลา และซ้อมเป็นพิธีกรในหัวอยู่หลายครั้ง และซ้อมจริงบนเวทีกับทีมงาน 2 ครั้ง ในการเตรียมตัวทำให้ดิฉันพบว่า อะไรที่เรายังต้องฝึกฝนเพิ่ม

อีกไม่ถึง 10 นาที ก็จะเริ่มงานแล้ว มือดิฉันเย็นลงเรื่อยๆ “ไม่ได้การ หากยังควบคุมความตื่นเต้นไม่ได้ ทุกอย่างที่เตรียมไว้จะเสียหมด” จึงมาถึงงานของหัวใจ ดิฉันหายใจลึกๆ ตามลมหายใจ มองไปทั่วห้อง เห็นผู้คนกว่า 700 ชีวิตเต็มพื้นที่ ทั้งบันไดและพื้นติดขอบเวที “เพื่อนเราทั้งนั้น” ดิฉันคิด “เราทุกคนมาอยู่ที่นี่ด้วยความสนใจเดียวกัน หัวจิตหัวใจน่าจะสนใจธรรม ชีวิต และเป็นคนที่เป็นมิตร มีเมตตาละน่า” ดิฉันให้กำลังใจตัวเอง

และสุดท้าย ดิฉันพบว่า “ความอ่อนน้อมและการยอมให้หัวใจเปราะบาง” ช่วยได้มาก ความอ่อนน้อมในที่นี้หมายถึง การยอมรับว่า ความผิดพลาด ความไม่รู้ หรือความที่สิ่งต่างๆ จะไม่เป็นดังใจอาจเกิดขึ้นได้ และพร้อมเปิดใจรับประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า

ใจเริ่มผ่อนคลายขึ้นมาก … ดิฉันเข้าใจบางเรื่องมากขึ้น คือ การไหว้ครู ในวัฒนธรรมไทย เราจะมีพิธีไหว้ครู มวย ดาบ ดนตรี ศิลปะ หรือแม้แต่การภาวนา โดยแก่นแล้ว การไหว้ครูก็คือ การระลึกถึงครู เพื่อนำคำครูมาใช้ในการจะทำกิจกรรมนั้นๆ ดิฉันว่า สิ่งที่ได้ทำไปนั้นก็คล้ายเช่นนั้น ดิฉันนึกถึงครูหลายคน และในเวลาที่นึกถึง คำครู วิชาความรู้ สิ่งที่ครูสอน ฝึกฝน รวมถึงตัวตน (being) บางอย่างของครู จะมานำทางให้เรา เป็นเพื่อนเรา และเป็นกำลังใจให้ การเป็นศิษย์มีครู (ในใจ) นี่มันดีจริงๆ

ได้เวลาแล้ว ดิฉันส่งสัญญาณกับทีมคุมเวที แล้วเดินขึ้นเวที หยุดยืนอยู่ที่โพเดียม หายใจลึกๆ เงยหน้าและกวาดตามองไปรอบๆ ห้องประชุมอย่างช้า ๆ — เป็นอาการที่คล้ายกับคนที่มั่นใจและเจนเวที แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นวิธีการที่ดิฉันใช้เพื่อปรับตัว การหยุด นิ่ง อยู่กับตัวเองสักพักก่อนเป็นการให้ตัวเองได้ปรับตัวปรับใจกับตำแหน่งแห่งที่และสถานภาพของตัวเอง จุดที่ต้องยืน แสงไฟ บรรยากาศในหอประชุม ณ จุดที่ยืน รับรู้และสัมผัสกับผู้คนในหอประชุม ดิฉันพบว่า การที่ตัวเองหยุดนิ่งอยู่บนเวทีมีผลกับผู้คนในหอประชุมเช่นกัน พวกเขารู้แล้วว่า งานกำลังจะเริ่มขึ้น ดิฉันกำลังจะเป็นพิธีกร และพวกเขาก็เงียบด้วย ดิฉันเดาว่า พวกเขาคงพร้อมที่จะรับฟังและเริ่มงานนี้ไปด้วยกัน

ความนิ่งและเงียบในหอประชุม กำลังบอกว่า ทุกคนพร้อม ดิฉันไหว้และกล่าวทักทายทุกคน ความกังวล ความกลัวและความตื่นเต้นทั้งหลายที่เคยมีก็กลายเป็นอดีต

ดิฉันบอกตัวเองว่า มีหน้าที่สร้างบรรยากาศให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่นใจและเป็นกันเอง ดังนั้น ตัวเองก็ต้องเป็นอย่างนั้นด้วย อันที่จริง ก่อนขึ้นเวที ดิฉันมีความลังเลใจและตัดสินใจกับทีมว่า จะไม่พูดภาษาอังกฤษ เพราะชาวต่างชาติที่มาร่วมรับฟัง (องค์ปาฐกที่ใช้ภาษาอังกฤษ) มีไม่มากนัก แต่เมื่อขึ้นไปบนเวที ได้พูดคุยทักทาย กวาดสายตาทั่วห้อง รู้สึกเป็นเพื่อนกับบรรยากาศรอบตัว ดิฉันรู้สึกว่า ไม่อาจทิ้งเพื่อนบางกลุ่มให้โดดเดี่ยวได้ ดิฉันจึงตัดสินใจในเวลานั้น ที่จะพูดทักทายเพื่อนต่างชาติ และรู้สึกด้วยว่า พวกเขาและหลายคนก็รู้สึกดีกับสิ่งที่ดิฉันพูดกับเพื่อนต่างชาติ … ในเวลาสั้นๆ นั้น ดิฉันรู้สึกในทันทีว่า ดิฉันอยู่ท่ามกลางมิตร ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลอีก

ดิฉันทำหน้าที่เชื่อมร้อยกิจกรรมต่างๆ ในงานให้ราบรื่น ช่วงเริ่มต้น สู่งานเสวนา ต่อด้วยช่วง ดนตรีภาวนา ทุกคนที่ขึ้นมาทำหน้าที่ของตนบนเวทีได้ดีมาก สร้างบรรยากาศที่ทำให้บ่ายวันนั้นเป็นการสนทนาและรื่นรมย์กับชีวิตมาก แม้จะคุยเรื่องความตายก็ตาม

จนถึงหัวใจของงานวันนั้น คือ ปาฐกถาธรรม “ศิลปะแห่งการอยู่และการตาย” โดยท่านโซเกียล ริมโปเช ผู้เขียนหนังสืออันโด่งดังทั่วโลก The Tibetan Book of Living and Dying แปลเป็นไทยโดยพระไพศาล วิสาโล ชื่อหนังสือ เหนือห้วงมหรรณพ และ ประตูสู่สภาวะใหม่

ความท้าทายก็เริ่มขึ้น ระหว่างที่กำลังนำเตรียมผู้ฟังให้พร้อมกับช่วงต่อไป ผู้คุมเวทีเดินขึ้นบนเวทีกระซิบบอกดิฉันว่า องค์ปาฐกเพิ่งมาถึง ขอให้ประวิงเวลาสักพักก่อน และอาจขอให้พระไพศาลแนะนำองค์ปาฐกยาวขึ้นสัก 10 นาที โชคดีที่ดิฉันรู้สึกว่า อยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยมิตร จึงรู้สึกผ่อนคลาย จึงบอกกันไปตรงๆ ว่า ท่านเพิ่งมาถึง แล้วเชิญพระอาจารย์ไพศาลมาแนะนำท่านริมโปเช ให้ท่านแนะนำนาน ๆ หน่อย ท่านก็บอกว่า 10 นาทีเชียวเหรอ … ดิฉันยิ้ม คนในหอประชุมก็หัวเราะ

ท่านริมโปเชเดินขึ้นเวที นั่งบนตั่งที่เตรียมไว้กลางเวที แม้ยังไม่เปล่งเสียงใดๆ ท่าทางของท่านทำให้ดิฉันสัมผัสบางอย่าง

แน่ละ ท่านริมโปเช เป็นธรรมาจารย์ทิเบตที่เป็นที่รู้จักรองจากองค์ทาไล ลามะ ท่านพูดบรรยายมาแล้วทั่วโลก แต่นั้นยังไม่ใช่สิ่งที่ดิฉันคิดว่าอธิบายอาการความมั่นคง มั่นใจ สงบและผ่อนคลาย ที่เปล่งออกมาจากตัวตนของท่าน

ตั้งแต่ยังเด็ก ท่านริมโปเชได้รับการศึกษาอย่างเข้มข้นจากปรมาจารย์คนสำคัญของทิเบต คือ ท่าน จัมยัง เคนเซ เป็นปรมาจารย์ผู้ที่ได้รับการยอมรับจากทุกนิกายในทิเบต นอกจากนั้น ท่านยังมีโอกาสรับการศึกษาสมัยใหม่ ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ทำให้ท่านได้รับภูมิปัญญาสองกระแส ภูมิปัญญาตะวันตกและตะวันออก ดิฉันเชื่อว่า ท่านริมโปเช ที่ดิฉันสัมผัสในวันนี้ คือ ภาพผลจากการฝึกฝนตนเองของท่านตลอดชีวิต

ท่านเริ่มช่วงต้นก่อนการเข้าสู่เนื้อหาว่า “นี่ไม่ใช่การปาฐกถาหรือการบรรยาย สิ่งที่อาตมาทำคือ การแบ่งปันจากหัวใจ นำเอาประสบการณ์จากหัวใจคำสอนของครูบาอาจารย์ ที่ได้รับการเรียนรู้สั่งสอนมาถ่ายทอดให้พวกเรา ดังนั้น ขอให้มีสติ ใส่ใจ ในการฟัง ไม่ใช่ฟังด้วยหู แต่ด้วยตา ใจ สมอง แล้วจะได้ยินมากกว่าคำพูด”

“และอีกอย่างที่สำคัญมาก คือ โดยมากแล้ว คนฟังมักคาดหวังจะได้จากการบรรยาย ปรมาจารย์ท่านหนึ่งสอนว่า เมื่อมาเรียนรู้ธรรม อย่าหวังมาเอา แต่ให้สละ … สละละอะไรนะเหรอ สละ ละวาง อคติ ความคิดตัดสิน ความคิดในกรอบ”

“ปรมาจารย์เซน ท่านซูซูกิ พูดถึง beginner’s mind คือ จิตของผู้เริ่มต้น เป็น จิตที่เปิดกว้าง ว่างเปล่า พร้อมจะเรียนรู้ จิตแบบนี้จะเห็นความเป็นไปได้ต่าง ๆ มากมาย ขอให้เราทำจิตเช่นนั้น”

หัวใจของดิฉันพองโต รู้สึกว่า ท่านกำลังเตรียมหัวใจของเราทุกคนให้พร้อมรับสาระที่ท่านกำลังจะบอกต่อไป อย่างที่ท่านบอก การฟังธรรม ไม่เพียงฟังจากถ้อยคำ แต่เรียนจากประสาทสัมผัสทั้งหมด เพื่อให้ธรรมเข้าถึงใจ เป็นการถ่ายทอดจากใจครูสู่ใจศิษย์

ท่านริมโปเชเตรียมถ้อยความที่จะพูดมาหลายหน้า และส่งมาให้พระอาจารย์ไพศาลล่วงหน้าเพื่อแปลเตรียมไว้ หากแต่ในเวลาที่พูดจริง ท่านมีทั้งอ่านสิ่งที่เขียนมาและบางครั้งก็พูดสดๆ ตรงนี้ ดิฉันทึ่งกับความสามารถของพระไพศาลอย่างยิ่ง ที่ต้องพร้อมเสมอสำหรับการอ่านบทที่แปลแล้ว หรือแปลสด ๆ ตามที่ท่านริมโปเชพูด ท่านต้องจดจ่อและพร้อมรับ-ส่งบทกับท่านริมโปเชเสมอ และนั่นก็สะท้อนสภาวะจิตของท่านริมโปเชด้วย สิ่งนี้ทำให้เราทุกนในหอประชุมต้องตื่นตัวไปด้วย เพราะไม่รู้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เดี๋ยวท่านอ่าน เดี๋ยวคุย เดี๋ยวถาม ใจผู้ฟังตื่นตัวไปด้วยกันกับผู้พูด

“โดยมาก อาตมาจะพูดสดๆ เป็นธรรมชาติ แต่เมื่อได้รับพูดเรื่องชีวิตและการตายในเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องยาก ดังนั้น เลยเขียนสิ่งที่จะพูดมาบางส่วน เพื่อให้พระไพศาลแปลมาก่อน จะได้ง่ายขึ้น กลัวเสียเวลา บางครั้งไม่ต้องแปล เพื่อประหยัดเวลา จะให้พระไพศาลอ่านเอาเลย”

ในช่วง 10 นาทีแรกของการเกริ่นนำ ท่านบอกถึงเป้าหมายของสิ่งที่ท่านทำ จุดเริ่มต้นของที่เขียนThe Tibetan Book of Living and Dying เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนในสังคมสมัยใหม่ ในการดูแลผู้ตายและผู้ใกล้ตาย “สำหรับอาตมา สิ่งที่ทำนั้นเป็นการตอบแทนคุณของพระพุทธเจ้าและปรมาจารย์ทั้งหลายที่สั่งสอนและสืบทอดธรรม” หลังจากนั้น ท่านให้พระไพศาลอ่านคำแปลในสิ่งที่ท่านจะพูด ระหว่างนั้น ท่านลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินช้า ๆ ไปด้านข้างเวที หยุด มองไปที่ผู้คนที่นั่งอยู่ข้างล่าง บนเก้าอี้นั่ง ด้านบน สักพัก ท่านก็เดินต่อไปตรงกลางเวที หยุดและกวาดตามองไปให้ทั่ว ต่อด้วย อีกข้างของเวที — เวลานั้น ดิฉันเองรู้สึกว่า ท่านเห็นทุกคน ดิฉันเองก็รู้สึกว่าได้สบตากับท่านด้วย ไม่ว่าท่านจะเดินไปจุดใด ทุกสายตาติดตามท่านไปด้วย และท่านเห็นทุกคน

ท่านริมโปเชเดินไปหยุดที่แท่นบูชาพระที่จัดไว้ด้านหนึ่งของเวที แล้วเดินอ้อมไปด้านหลังเวที พระไพศาลอ่านบทแปลจบสักพักแล้ว แต่ท่านริมโปเชก็ไม่ได้รีบกลับมาที่นั่ง

เมื่อท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านบอกว่า “เหตุที่เดินไปรอบๆ เพราะต้องการสัมผัสทุกคน (make contact with you.)”

ดิฉันทบทวนตัวเองในการทำหน้าที่พิธีกร ก็เห็นว่า แม้ตัวเองจะพยายามสบตากับผู้คน เพื่อสร้างความรู้สึกเชื่อมโยง ในคุณภาพก็มีความต่างจากท่านริมโปเช ดิฉันถูกตรึงด้วยพื้นที่ที่กำหนดไว้ คือ โพเดียม เป็นตำแหน่งแห่งที่ที่ต้องยืน ทำให้มีระยะห่างจากคนฟังพอสมควร แต่ท่านริมโปเชกระชับความห่างนั้นด้วยการเดินเข้าหา แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ครั้งเดียว แต่ก็ทำให้ระยะทางระหว่างหัวใจของผู้พูดสู่ผู้ฟังเชื่อมถึงกันได้อย่างประหลาด (นึกถึงศิลปินนักร้องที่ต้องพยายามเข้าหา หรือมีวิธีการเชื่อมพลังกับผู้ฟัง)

การเห็นกันก็เป็นสิ่งสำคัญ ดิฉันกวาดตามองผู้คนทั่วหอประชุม แต่ก็ “เห็น” คนเพียงไม่กี่คน เมื่อเทียบกับท่านริมโปเช ดิฉันสัมผัสได้ว่า ท่านเห็นดิฉัน เพราะในห้วงสั้นๆ เราสบตากัน และดิฉันมั่นใจว่า ท่านสบตากับหลายคนด้วยเช่นกัน ดิฉันนึกถึงภาพยนตร์ อวตาร (Avatar) ที่สะท้อนวัฒนธรรมชนเผ่าที่ทักทายกันโดยมองเข้าไปในดวงตาของกันและกันพร้อมกับพูดว่า “I see you.” การเห็นกันมีความหมายอย่างไร สำหรับประสบการณ์นี้ การเห็น (นิ่งมองอย่างแท้จริง) ทำให้เราเข้าไปนั่งในหัวใจของกันและกัน สายตาเป็นสะพานเชื่อมเราเข้าด้วยกัน

ดิฉันมักจะหันไปดูผู้คนที่นั่งในหอประชุม เพื่อวัดอุณหภูมิความรู้สึกและปฏิกิริยาว่าเป็นอย่างไร ตลอดช่วงเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ไม่มีใครอยากจะลุกออกไปข้างนอก แม้จะเข้าห้องน้ำก็ตาม ทุกคนถูกตรึงด้วยสาระของธรรมแห่งอนิจจังและความตาย โดยท่านริมโปเช

ดิฉันพบว่า ไม่เพียงเนื้อความที่ท่านริมโปเชสื่อเท่านั้นที่ทรงพลัง แต่หากยังเป็นตัวของท่านเองด้วยเช่นกัน เพียงท่านั่งของท่าน ที่มั่นคง สมดุล สง่างาม ตลอดช่วงเวลาแห่งการสนทนาธรรม ช่างน่าทึ่ง ทำให้ใจเรานิ่งสงบไปด้วย ท่านไม่เพียงพูดจากหัวใจ แต่ท่านพูดด้วยตัวตนทั้งหมดของท่าน ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง ท่วงท่าของมือ ใบหน้า และสายตา ทั้งหมดถ่ายทอดสิ่งที่ท่านเตรียมจะพูดและพูดสิ่งที่ไม่ได้เตรียมได้อย่างสอดคล้องกลมกลืน มีการเล่นมุขให้ผู้ฟังหัวเราะ มีคำถามอันลึกซึ้งชวนคิด มีถ้อยคำที่สัมผัสได้ถึงความเมตตากรุณา

ท่านริมโปเชผ่อนคลายมากกับทุกสิ่งที่เป็นไป และที่ท่านทำ ในบางช่วง ท่านเงียบ บางช่วง ท่านเปิดหาสคริปท์ที่อยากจะปรับมาพูดในตอนนั้น ความเงียบในหอประชุม ไม่ใช่สิ่งที่น่ากวนใจ บางครั้ง ดิฉันคิดว่า ท่านเจตนาปล่อยให้มีความเงียบเข้ามาบ้าง ที่ดิฉันคิดเช่นนั้น เพราะท่านริมโปเชใส่ใจกับผู้ฟัง ท่านมักจะถามว่า เข้าใจไหม หรือพูดคุยกับที่ประชุมนอกเรื่องบ้าง และมองดูเราอยู่เสมอ

ดิฉันไม่ได้เรียนรู้เฉพาะสิ่งที่ท่านพูด แต่เรียนรู้จากตัวตน (being) ของท่าน ดิฉันว่า บางที คนเราเรียนรู้จากกันและกันผ่านการปฏิสัมพันธ์มากกว่า เหมือนการที่เด็กเรียนรู้คุณค่า วิถีปฏิบัติ วิธีคิด อุปนิสัย จากการซึมซับจากผู้ใหญ่หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว

ดิฉันย้อนคิดถึงสิ่งที่ท่านพูดไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า “นี่ไม่ใช่การปาฐกถาหรือการบรรยาย สิ่งที่อาตมาทำคือ การแบ่งปันจากหัวใจ นำเอาประสบการณ์จากหัวใจคำสอนของครูบาอาจารย์ ที่ได้รับการเรียนรู้สั่งสอนมา ดังนั้น ขอให้มีสติ ใส่ใจ ในการฟัง ไม่ใช่ฟังด้วยหู แต่ด้วยตา ใจ สมอง แล้วจะได้ยินมากกว่าคำพูด”

และสิ่งที่ไม่ได้พูด แต่ได้ยินนั้น หลายครั้ง สำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่พูดเสียอีก

หนึ่งในสิ่งที่ท่านไม่ได้พูด แต่ดิฉันได้รับ คือ การฝึกฝนตนเอง เมื่อเราฝึกฝนตนเองเสมอ เราจะมีความพร้อมเท่าที่เราฝึกฝนมานั่นแหละ และนั่นก็จะทำให้เราดึงศักยภาพสูงสุดออกมาได้ ทำประโยชน์ได้ตามกำลังที่ฝึกฝนมา ดังนั้น … เพื่อความพร้อมรับทุกสถานการณ์ ในชีวิต การงานและแม้กระทั่งโมงยามสุดท้ายของชีวิต … ฝึกฝน ฝึกฝน ฝึกฝน

Share