โดย : ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์

อาจกล่าวได้ว่า การสร้าง “ผู้นำ” และ “ภาวะความเป็นผู้นำ” ที่เรียกได้ว่าเป็น “ผู้นำแห่งอนาคตที่จะผุดบังเกิด” นั้น จะต้องมีการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถพื้นฐานในด้านต่างๆ ใน 4 ด้านหลัก ดังนี้
1. Aspiration ผู้นำต้องมีความสามารถในการสร้างพลังแห่งความเพียร (capacity to aspire) เพราะ การจะทำสิ่งยากและซับซ้อนให้สำเร็จนั้นต้องมีความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์แน่ว แน่ในการฟันฝ่าอุปสรรคไปสู่อนาคตที่ปรารถนาอย่างแรงกล้า ความสามารถตัวนี้สำคัญมาก เพราะเปรียบเสมือน “การเติมไฟในตน” ถ้าเราขาดไฟเสียแล้วการทำงานของเราจะอ่อนพลังและขาดความมีชีวิตชีวา เป็นกระบวนการเดินทางเข้าไปในตัวตน (inner path) ของ ผู้นำ ค้นหาความหมายของชีวิตและการดำรงชีวิตของตนว่ามีชีวิตเพื่ออะไร และทำให้ได้ค้นพบสิ่งที่ตนเองปรารถนาสูงสุดของความเป็นมนุษย์ Aspiration จึง เป็นเรื่องของศรัทธาในการทำสิ่งที่ดีงามและสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวของเรา เป็นเรื่องสัมมาทิฐิของผู้นำที่ดำเนินรอยตามเส้นทางพระโพธิสัตว์ ผู้นำแห่งอนาคตนอกจากจะต้องค้นพบสิ่งเหล่านี้แล้ว ยังต้องตระหนักต่อการสร้างบรรยากาศและเงื่อนไขปัจจัยที่จะช่วย “ฟูมฟัก” ให้ผู้อื่นในฐานะปัจเจก (individual) และในฐานะกลุ่ม (collective) ให้มีความสามารถสร้างพลังแห่งความเพียรได้ด้วย
2. Reflective and Generative Conversation ผู้นำต้องมีความสามารถในการ “สนทนาที่ครุ่นคิดพินิจนึกและสนทนาที่ได้ข้อคิดใหม่ๆ” (reflective and generative conversation) คานธีเคยพูดประโยคทองว่า “จะเปลี่ยนโลกต้องเปลี่ยนตนเองเสียก่อน” ประวัติศาสตร์นับพันปีได้แสดงตัวอย่างเอง การเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง (deep change) ในตัวปัจเจกชนหรือกลุ่มบุคคล เพราะได้ผ่านการสนทนาอย่างลุ่มลึกกับผู้อื่น (กัลยาณมิตรหรือครู) ทำให้เกิดการมองทะลุ (insight) และเกิดปัญญา (wisdom) ทักษะของการสร้างคุณภาพแห่งการปฏิสัมพันธ์ (Quality of interaction) เป็น สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในโลกเครือข่าย เพราะสภาวะผู้นำต้องสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และสร้างความรู้ที่นำไป ปฏิบัติได้จริง คุณภาพแห่งการปฏิสัมพันธ์จะทำให้เกิดพลังทวีคูณ (synergy) จากความหลากหลายของมนุษย์และวัฒนธรรมได้
3. Understanding Complexity ความ สามารถพื้นฐานที่สำคัญในโลกเป็นระบบ ที่ไม่มีเสถียรภาพ พลิกผันได้ง่ายและสลับซับซ้อนก็คือ มีหลักคิดและทักษะในการเข้าใจระบบซับซ้อนและความซับซ้อน (understanding complexity) เรื่อง ราวและเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกที่มีผลกระทบบานปลาย มักจะมาจากการคิดว่าตนเองเก่ง แล้วพยายามลงมือแก้ไข ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ตนเองไม่ปรารถนา (unintended consequence)
4. Learning from the Future ความสามารถสุดท้ายของผู้นำแห่งอนาคต คือ ความสามารถในการเรียนรู้จากอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น (becoming) การเรียนรู้ที่ผ่านมาเป็นการเรียนรู้ที่สรุปบทเรียนจากอดีตมาถึงปัจจุบัน แล้วพัฒนาขึ้นมาเป็นความรู้ที่เป็นเสมือนแผนที่นำทาง (road map) ของ การปฏิบัติในอนาคต ในโลกยุคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงยังดำเนินไปช้าหรือค่อนข้างช้า การนำความรู้จากอดีตมารับใช้อนาคตจึงเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ ครั้นโลกเข้าสู่ยุคดิจิตอล สินค้ามัก “ตกรุ่น” เร็วและความรู้ก็ “ตกรุ่น” ได้เช่นกัน โลกในศตวรรษที่ 21 นั้นอันตรายและโอกาสจะอยู่ชิดกันมาก การจะ “ปั้นแต่ง” อนาคตที่เราปรารถนาเรียกร้องให้ผู้นำต้องมีการพัฒนา “อินทรีย์พิเศษ” ภายในตน เกิดมีญาณทัศนะหรือญาณปัญญา (intuition) สัมผัสต่อสิ่งที่กำลังจะ “ผุดบังเกิด” (emergence) แล้วทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้จริงๆ
Peter Senge ได้ทำการวิจัยและฝึกอบรมมาเกือบ 30 ปีเพื่อให้ผู้นำธรรมดาสามารถพัฒนาไปสู่ “สภาวะผู้นำที่แท้” ความสามารถ 4 ประการที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเขาได้แบ่งการฝึกออกเป็นสองหลักสูตรได้แก่
1. Core Competencies Course
ใน สังคมเครือข่ายหรือสังคมสารสนเทศท่ามกลางโลกที่มีความซับซ้อน ผันผวน การเรียนรู้เรื่องสภาวะผู้นำที่ต่างไปจากผู้นำสังคมอุตสาหกรรม ต้องมี Sensitivity และ Sensibility สามารถ เรียนรู้ด้วยรูปแบบและวิธีการใหม่ เช่นจากด้านศิลปะ เห็นความสำคัญของการบูรณาการระหว่างจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์ ทำให้สามารถพัฒนาความสามารถในการมองเห็น ความเชื่อมโยงของสภาวะผู้นำกับองค์กรเรียนรู้หรือประชาคมปฏิบัติการ และเข้าใจพื้นฐานขององค์กรเรียนรู้ที่ผู้นำจะมีส่วนในการสร้างสรรค์ ซึ่งการเรียนรู้ด้วยกันเป็นทีมคือกุญแจแห่งความสำเร็จ โดยผู้เรียนจะต้องผ่านการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ของวิชาดังต่อไปนี้ แต่น้ำหนักของการฝึกจะอยู่ที่ Dialogue และการทำความเข้าใจของทักษะขั้นต้นว่าด้วยวิชา Systems Thinking ที่สัมพันธ์กับวิชา Mental Model
1.1 Systems Thinking
เป็น วิชาที่พยายามทำความเข้าใจระบบที่ซับซ้อนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับระบบที่ ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลง ฝึกการมองระบบที่ปรับเปลี่ยนเสมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่เราต้องคิดทั้ง 4 ระดับ จึงจะเห็นระบบทั้งหมด ฝึกการทำแผนที่ความสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ด้วยการทำความเข้าใจเส้นทางการป้อนกลับ (feedback loops) ที่เป็นทั้งการป้อนกลับเพิ่มกำลังทวีคูณ (reinforcing feedback) การป้อนกลับคานกำลัง (balancing feedback) รู้จักการมาช้าในระบบที่ซับซ้อน เรียนรู้เรื่อง “โคตรแบบ” (archetypes) ที่มักเกิดขึ้นจาการคิดและการกระทำของเรา การฝึกอบรม systems thinking จะช่วยให้มีทักษะในการ conceptualize ด้วย
1.2 Mental Model
ภาพจำลองทางความคิด (mental model) เป็นวิชาที่ทำให้เราตระหนัก คือ การมองโลกโดยผ่าน “แว่นสี” ที่เรามักไม่รู้ตัวว่าเราดูด้วยสายตาสีอะไร ทำให้เราเห็นความสำคัญของการมี “สติ” ในการคิดและการปฏิบัติ อันจะนำไปสู่การมอง “ที่หยั่งเห็น” (insight) ฝึกเรื่องการครุ่นคิดพินิจนึก (reflection) เข้าใจการคิดของตนเองโดยเครื่องมือ บันไดแห่งการวินิจฉัย (ladder of inference) เห็นความสำคัญของความแตกต่าง การเรียนรู้ชั้นเดียว (single loop learning) กับการเรียนรู้สองชั้น (double loop learning) และการเรียนรู้สามชั้น (triple loop learning) จากการรู้ไปสู่การมีปัญญา
1.3 Team Learning
เป็นวิชาที่ให้ความสำคัญจากการเรียนรู้ส่วนบุคคลและการเรียนรู้ของกลุ่ม (learning circle) ให้เห็นความเป็นจริงของการเรียนรู้ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เมื่อเรา “เปิดตนเอง” ฝึกการเรียนรู้เป็นกลุ่ม (check in) ทำความเข้าใจเรื่องสนามแห่งการสนทนา 4 ประเภท และการฟัง 4 ประเภทอันจะทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างการสนทนาทั่วไป การถกเถียง โต้แย้ง (debate) และการภาวนาสนทนา (dialogue) ฝึกการ inquiry อันจะทำให้ตระหนักถึงการตั้งคำถามที่ดี ฝึกการ advocacy จะทำให้ตระหนักถึงการเสนอความคิดที่ดี ฝึกการ “ภาวนาสนทนา” (dialogue) เบื้องต้น การฝึกทักษะ dialogue นอกจากจะทำให้เรามีความเข้าเรื่อง mental model มากขึ้นกว่าเดิมแล้ว ยังจะทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง “ตน” กับ “โลก” ด้วย
2. Foundation for Leadership
เป็นหลักสูตรที่ Peter Senge กับทีมงานของเขาได้ทำกันมากว่า 20 ปี จากการฝึกและวิจัยทำให้ Peter Senge ได้เขียนหนังสือชื่อ The Fifth Discipline น้ำหนักของการฝกอบรมหลักสูตรนี้จะลงลึกในบางส่วนของวิชาsystems thinking อันจะทำให้เข้าใจวิธีคิดแบบองค์รวมและฝึกให้ชำนาญมากขึ้นประสานกับการพัฒนาความสามารถในการคิดที่มี “สติ” และความฉลาดด้านการคิดด้วยหัวใจ (intelligence of the heart) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในวิชาว่าด้วย mental model ที่เป็นวิถีตะวันออกของการเดินทางสู่ข้างใน ผู้เรียนจะเห็นความสัมพันธ์กายและจิต (mind and body) อันเป็นการเปิดทางการพัฒนาศักยภาพแห่งมนุษย์ (personal mastery) ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาศักยภาพผู้นำที่แท้ รวมทั้งการเข้าใจเรื่องวิสัยทัศน์และหลักการการสร้างวิสัยทัศน์ (visioning) อันจะเป็นการยกระดับจากผู้นำธรรมดาๆ สู่ “ผู้นำระดับดารา” ซึ่งมีการนิยามสภาวะผู้นำในหลายรูปแบบ และเข้าใจแก่นแท้ของผู้นำที่แท้ในโลกที่ซับซ้อนเปลี่ยนแปลงเร็วจี๋ ว่าต้องมีคุณสมบัติด้านใดบ้างจึงจะนำพาองค์กรหรือชุมชนที่ตนเองสังกัดอยู่ ให้เจริญรุดหน้าได้
2.1 Personal Mastery
วิชาว่าด้วยการฝึกฝนตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สามารถ transform ตนไปสู่ความเป็น “มนุษย์ที่แท้” (authentic leadership)ใน ความหมายของท่านพุทธทาสอันจะเป็นบุคคลที่ทำงานเพื่อประโยชน์แก่ตนและสังคม ส่วนรวมอย่างมีความร่าเริงเบิกบนในการทำงาน เรียนรู้และฝึกฝน “ความตึงเครียดที่สร้างสรรค์” (creative tension) ค้นหาความหมายและชีวิตตนและสร้างวิสัยทัศน์ของตน (personal vision) ฝึกและเรียนรู้การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม (shared vision) เรียนรู้และฝึกฝน action inquiry เพื่อพัฒนาทักษะในการ contemplative thinking และ contemplative seeing เพื่อให้เราเห็น “องค์รวม” (the whole)
2.2 Shared Vision
การ รวมตัวกันของกลุ่มบุคคลจะเป็นรูปแบบชุมชนก็ดี เป็นสถาบันก็ดี เป็นองค์กรที่ทำธุรกิจหรือทำงานเพื่อสังคมล้วนแล้วต้องมีเป้าหมายลึกซึ้ง เพื่อการดำรงอยู่ของมัน บางทีปัจจเกบุคคลแต่ละคนอาจจะไม่ได้ตระหนักและสำนึกในเรื่องนี้อย่างแจ่มชัด ดังนั้น การที่สมาชิกขององค์กรนั้นได้ฟังและรับรู้ถึงเป้าหมายที่ที่พึงปรารถนา จะนำไปสู่ “การคิดใหม่” (shift) เปลี่ยนทิศทาง จากคิดแบบ “มีปฏิกริยา” (reactive) สู่การคิด “สร้างสรรค์” (creative) วิชาว่าด้วยการสร้างวิสัยทัศน์ร่วม (shared vision) จึงโฟกัสไปที่ “การสร้างความหมายร่วมกัน” (building shared meaning) เดวิด โบห์ม ผู้ให้ความสำคัญต่อการ dialogue ได้กล่าวประโยคสำคัญลึกซึ้งว่า “การเปลี่ยนความหมายคือการเปลี่ยนชีวิตที่ดำรงอยู่” ( change of meaning is change of being)
การออกแบบ (design) เพื่อสร้างความหมายร่วมกันของกลุ่มคนว่า “อะไร” (what) จึงเป็นเรื่องสำคัญ และ “ทำไม” (why) มันจึงสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรมาก มันจึงเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ aspiration ที่สมาชิกทุกคนจากทุกระดับต้องครุ่นคิดและพูดออกมาจากหัวใจ
2.3 Mental Model
วิชา นี้จะมีการประสานกับวิชาอื่นตลอดเวลา เพื่อย้ำความสำคัญเรื่องสติในการค้นและปฏิบัติอันเป็นการพัฒนาศักยภาพของ ผู้นำที่นองค์กรด้วยการเรียนรู้ และเป็นผู้นำที่เป็นเสมือนครู ฝึก left hand column ฝึกการเรียนรู้ด้วยกายของเราที่จะนำไปสู่ sensing สู่การครุ่นคิดพินิจนึก และมีทักษะในการสังเกตอย่างลึกซึ้ง
ภาพจาก http://unchainedheart.com




