ผล วิจัยโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อระบุ เรตติ้งรายการทั่วไปเยอะสุด ส่วนรายการเด็กเหลือเพียง1% ขณะที่รายการเพื่อเด็กปฐมวัยหายไปจากจอโทรทัศน์
ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (มีเดียมอนิเตอร์) แถลงผลการศึกษารอบที่ 14 เรื่อง ‘เรตติ้งรายการโทรทัศน์: จุดเด่นและข้อจำกัด’ ซึ่งเป็นการศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหารายการโทรทัศน์ทุกประเภทของสถานี โทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่อง ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ในช่วงวันที่ 1-7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยดร.เอื้อจิต กล่าวว่า สถานีโทรทัศน์ทุกช่องมีสัดส่วนรายการประเภทความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ (เรตติ้ง) ‘ท’ (รายการทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย) มากที่สุด ซึ่งสถานีโทรทัศน์ช่อง3, 5, 9 และTITV มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ50 เนื่องจากอาจเป็นเหตุผลด้านการตลาด เพื่อกำหนด’กลุ่มตลาดผู้ชมหลัก’ มากกว่าการกำหนดตามสัดส่วนเนื้อหากระจายตามกลุ่มผู้ชมต่างๆ
ส่วน รายการประเภทเรตติ้ง ‘ป’ (รายการที่เหมาะสมสำหรับเด็กในปฐมวัย ช่วงอายุ 3-5 ปี) นั้น ไม่มีในสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่อง ทั้งนี้ รายการเด็กหรือรายการประเภทเรตติ้ง ‘ด’ จากที่เคยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10-15 ในทุกช่อง กลับเหลือเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ซึ่งในบางช่องไม่มีเลย ซึ่งอาจตั้งข้อสังเกตุได้ว่าอาจมีปัจจัยบางตัว เช่น การตลาดหรือการโฆษณา แทรกแซงการผลิตรายการสำหรับเด็กดังกล่าว
ด้านนายธาม เชื้อสถาปนศิริ หัวหน้านักวิจัยโครงการฯ กล่าวว่า ร้อยละ 53.8 ของรายการโทรทัศน์ทั้งหมด ให้เรตติ้งไม่ตรงกับการศึกษาของโครงการฯ ตรวจวัด ซึ่งมีทั้งการให้ระดับเรตติ้งสูงกว่าเนื้อหาที่เป็นจริงและการให้ระดับ เรตติ้งต่ำกว่าระดับความเป็นจริง โดยช่องที่จัดเรตติ้งไม่ตรงมากที่สุด ได้แก่ ช่องTITV รองลงมาคือช่อง 3, 5, 11 และช่อง 7 อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสถานีโทรทัศน์ที่มีสัดส่วนรายการที่ไม่ระบุเรตติ้ง มีสูงถึงประมาณร้อยละ 40
ดร.วิลาสินี พิพิธกุล อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม(สสส.) กล่าว ว่า สถานีโทรทัศน์มีการจัดเรตติ้งเพียงร้อยละ 40 อาจเนื่องจากเครื่องมือวัดเรตติ้งมีความซับซ้อนและยุ่งยาก โดยตัวแปรหลายตัวมีรายละเอียดมากเกินไปและกว้างเกินไป ทั้งนี้ ดร.วิลาสินี ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ควรรื้อสร้างความเคยชินต่อความรุนแรงในสังคมและวัฒนธรรมไทย และทำให้เครื่องมือการใช้เรตติ้งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการรับสื่อในบ้าน เรา
‘ดิฉันคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะมันฝังอยู่ในระบบคิดและวัฒนธรรมของคนไทย ในขณะที่เรื่องเพศและการใช้ภาษา เราอ่อนไหวกับมันค่อนข้างมาก สังคมไทยอ่อนไหวกับเรื่องนี้มากกว่าเรื่องความรุนแรง เพราะฉะนั้นอาจเป็นสาเหตุที่เรามีตัวแปรเรื่องความรุนแรงเยอะ เครื่องมืออันนี้เป็นเครื่องมือที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน แต่ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จของเครื่องมือนี้อยู่ที่ผู้ผลิต จำเป็นที่สุด คือผู้ผลิตและสถานีต้องเป็นผู้จัดการเครื่องมือนี้ด้วยตัวเขาเอง โดยภาคสังคมเป็นฝ่ายหนุนทัพหรือส่งเสริม’ ผู้อำนวยการ สสส. กล่าว
ด้านนายประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 กล่าว ว่า ความยุ่งยากของการจัดเรตติ้งของประเทศไทย เนื่องจากใช้มาตรฐานของต่างประเทศ ซึ่งมีมานานกว่า 10 ปี ประกอบกับข้อแตกต่างระหว่างไทยกับต่างประเทศคือรสนิยมในการชมรายการของผู้ชม จึงขอความเป็นธรรม อย่ามองเป็นความบกพร่องของสถานีเพียงอย่างเดียว
‘เรา เองพยายามจะทำแต่สิ่งดีๆ เราไม่ค่อยหยิบมาพูดกัน อย่างเช่น แฟนพันธุ์แท้ อัจฉริยะข้ามคืน กล่องดำ เป็นความรู้ทั้งนั้น แต่ไม่มีใครพูดถึง เราพูดถึงแต่นางเอกตบกับตัวร้าย เราพูดถึงแต่กรรชัย (กำเนิดพลอย) แล้วจะหาโอกาสให้รายการดีๆ แทรกขึ้นมาได้อย่างไร ผมจะหาโอกาสไปเดินสำรวจเรื่องที่ผมพยายามจะทำให้ได้ที่สุด ก็คือ รายการ ถ้าคุณแน่ อย่าแพ้ป.4 ว่าทำออกมาแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ คนดูรับหรือไม่ เราเรียกร้องขอรายการดีๆ ผมเชื่อว่ายังมีคนอยู่เยอะมากที่ไม่เคยดู จะเรียกร้องอะไรดีๆ ต้องช่วยกันด้วย’ นายประวิทย์ กล่าว
ที่มา : http://mediamonitor.in.th/