
การเมืองเพื่อประชาชน ค้นหาเสียงสาธารณะที่มีความรับผิดชอบ แปลจากเรื่อง Politics for people : Finding A Respansible Voice
ผู้เขียน : เดวิด แมทธิวส์
บรรณาธิการ : วีรบูรณ์ วิสารทสกุล
ผู้แปล : พรรณิภา โสตถิพันธุ์ , พิกุล สิทธิประเสริฐกุล, ดร.ศุภกร รักใหม่, วีรบูรณ์ วิสารทสกุล
คำนำโดย : เดวิด แมทธิวส์ และชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์
คำนิยมโดย : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายแพทย์ประเวศ วะสี อานันท์ ปันยารชุน
จำนวน 312 หน้า ราคา 295 บาท พิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา
จัดจำหน่ายโดย บริษัทงานดี จำกัด (ในเครือมติชน)
แปลจากเรื่อง Politics for people : Finding A Respansible Voice
ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้เขียนแนะนำไว้ดังนี้
หนังสือเล่มที่สามที่ขอแนะนำคือ “Politics for People” แปลได้ว่า “การเมืองเพื่อประชาชน” ชื่อฟังดาดๆ และ พื้นๆ แต่ลีลาและเนื้อหาภายในนั้นชวนให้คิดและชวนให้นำมาประยุกต์กับความเป็นจริง ของบ้านเมืองไทยได้เป็นอย่างยิ่ง
ผู้เขียน Politics for People นี้ มีชื่อว่าเดวิด แมทธิวส์ (David Mathews)
ความสำคัญของแมทธิวส์อยู่ที่ว่าเขาเป็นประธานของมูลนิธิแคทเตอริง (Kettering Foundation) ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการเมืองแบบใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างประชาสังคม และความเป็นพลเมือง (Citizenship) ในหมู่ประชาชนอเมริกัน มูลนิธินี้ออกวารสาร หนังสือและรายงานวิจัยดีๆ จำนวนมาก ซึ่งผมเองได้อ่านอยู่บ้าง ตั้งแต่เมื่ออยู่เมืองไทยแล้ว โดยการแนะนำของ ดร.อนุชาติ พวงสำลี แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อครั้งไปร่วมงานวิจัยเรื่องประชาสังคมด้วยกัน เมื่อหลายเดือนก่อน
ทันทีที่เห็นชื่อ แมทธิวส์ ในฐานะประธานมูลนิธิออกมาเขียนหนังสือเองผมก็รีบคว้าเอามาเป็นเจ้าของ และเปิดออกอ่านทีละหน้าอย่างสนใจยิ่ง แต่แมทธิวส์ ผู้เขียนนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร
แมทธิวส์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข การศึกษาและสวัสดิการสังคมของสหรัฐมาแล้ว ในยุคที่ประธานาธิบดีฟอร์ด เป็นผู้นำรัฐบาลกระทรวงนี้จัดว่าเป็นกระทรวงสำคัญซึ่งมักจะดึงดูดนักวิชาการหรือผู้ทรงคุณวุฒิผู้มากด้วยประสบการณ์และเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์เข้ามาเป็นเจ้ากระทรวงได้เสมอ ในช่วงของประธานาธิบดีจอห์นสัน ก็เคยมี จอห์น การ์ดเนอร์ (John W. Gardner) เป็นรัฐมนตรีของกระทรวงนี้ การ์ดเนอร์เขียนหนังสือดีๆ ที่อ่านง่ายๆ สำหรับคนทั่วไปมากมายหลายเล่ม และยังเคยเป็นประธานขององค์กรสาธารณะไม่มุ่งหากำไร ที่มีชื่อว่า Common Concern (ความห่วงใยในสาธารณกิจ) อันเคยเป็นองค์กรที่มีบทบาทและมีแนวคิดใกล้เคียงกับมูลนิธิเคทเตอริงในปัจจุบันของแมทธิวส์
กลับมาที่แมทธิวส์ ก่อนหน้าที่แมทธิวส์จะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคมนั้น เขาเคยเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอลาบามา (University of Alabama) และก่อนหน้านั้นอีก เขาสอนวิชาปรัชญาการเมืองและปรัชญาสังคมในมหาวิทยาลัย 20 ปี แมทธิวส์จบการศึกษาระดับปริญญาเอกทางปรัชญาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University)
ผมอ่านประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และวิสัยทัศน์ที่แสดงผ่านหนังสือเล่มต่างๆ ของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา ของสหรัฐ 2 ท่านนี้ คือ การ์ดเนอร์และแมทธิวส์ รวมทั้งสิ่งที่ทั้ง 2 ท่านนี้พยายามทำให้สังคมเมื่อพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ก็ได้แต่ฝันเอาไว้ว่าคงมีสักวันที่กระทรวงศึกษาฯ และทบวงมหาวิทยาลัยของเราจะมีคนระดับนี้มาเป็นเจ้ากระทรวง และเมื่อถึงวันนั้นแล้วจึงพอพูดได้ว่าเราพัฒนาโดยเอาคนเป็นหลักจึงพอจะพูดได้ว่าเรากำลังสร้างคนที่มีความคิด และมีความพยายามปฏิรูประบบต่างๆ ได้เสมอ และจึงจะพูดได้ว่าเราเริ่มจะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จริงๆ
ในห้าบทแรก แมทธิวส์อาศัยงานวิจัยของกลุ่มฮาร์วูด (Harwood Group) ที่นำเสนอต่อมูลนิธิเคทเตอริงเป็นพื้นฐาน งานวิจัยชิ้นนี้สำรวจความคิดเห็นที่ประชาชนอเมริกันมีต่อการเมือง และพบว่าคนอเมริกันไม่ได้ละเลยเพิกเฉยต่อการเมือง ทั้งไม่ได้ขลาดเขลาหรือเกียจคร้านที่จะเข้าร่วมมีส่วนในทางการเมืองอย่างที่นักวิจัยและนักวิชาการอเมริกันยุคหนึ่งสรุปเอาไว้ กล่าวคือในช่วง ค.ศ. 1950 ถึง 1970 ในวงการรัฐศาสตร์
อเมริกันเคยลงความเห็นกันว่า คนอเมริกันไม่ค่อยมีความรู้ ความเข้าใจต่อการเมืองเท่าไหร่ ทั้งไม่ค่อยสนใจที่จะลงคะแนนเสียงหรือเข้าเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่าไรนัก คนอเมริกันไม่ได้มีพฤติกรรมและความเข้าใจอย่างที่ปรัชญาประชาธิปไตยต้องการ แต่นักรัฐศาสตร์อเมริกันในขณะนั้นบอกว่า ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรระบบประชาธิปไตยของอเมริกาก็อยู่ได้ ขอเพียงแต่ให้มีผู้นำและนักการเมืองดีๆ จำนวนหนึ่งอยู่ก็ใช้ได้แล้ว บางคนยังบอกต่อไปด้วยซ้ำว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของมวลชนนั้น ถ้ามีมากเกินไป กระตือรือร้นเกินไปก็ไม่ดีนัก อาจนำไปสู่การเมืองแบบเผด็จอำนาจเบ็ดเสร็จเป็นไปได้
20 ปีต่อมา งานวิจัยของกลุ่มฮาร์วูดกลับพบว่า จริงๆ แล้วในตอนนี้คนอเมริกันไม่ได้อยู่ห่างการเมือง เพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการเมือง ตรงกันข้าม การที่พวกเขาไม่สนใจติดตามข่าวสารบ้านเมือง ไม่รับฟังการรณณรงค์ทางการเมืองและไม่ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งระดับต่างๆ มากนักนั้น เป็นเพราะพวกเขารู้มากเกินไป ฉลาดเกินไป จนเกิดกลายเป็นความชิงชัง เบื่อหน่าย และท้อแท้ผิดหวังกับการเมือง พรรคการเมือง นักการเมือง กระทั่งสื่อสารมวลชน และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ก็ถูกระแวง สงสัย และบอกปัดปฏิเสธโดยประชาชนจำนวนมาก
งานวิจัยของกลุ่มฮาร์ดวูดชี้ชัดว่า คนอเมริกันปัจจุบัน เบื่อหน่าย และรังเกียจ นักการเมือง (ไม่ต่างจากคนไทย)
คนอเมริกันเห็นว่า “นักการเมืองเห็นแก่ตัว เอาแต่แย่งชิงตำแหน่งและอำนาจ ไม่ใช่มุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชนและประเทศชาติ”
และยังเห็นต่อไปว่า “ไม่มีนักการเมืองคนใดที่มีตำแหน่งบริหารแล้วจะจนลง”
“การแต่งตั้งคนไปดำรงตำแหน่งต่างๆ ล้วนมุ่งเพื่อพรรคพวกเพื่อนพ้อง” (คนไทยหลายคนคงผงกหัวรับว่าบ้านเราก็เป็นอย่างนี้)
และยังมีบางคนเห็นว่า “นักการเมืองเอาแต่ฟังนักล็อบบี้ และมีแต่เอาใจหรือคล้อยตามกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ”
คนอเมริกันมองว่า “การเมืองถูกปลุกปั้นโดยหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน” และ “การเมืองถูกป้ายสี ใส่ไข่ ใส่นม โดยหนังสือพิมพ์”
“แม้ว่าในด้านหนึ่ง คนอเมริกันอาศัยหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนในการเปิดโปงและตำหนิวิจารณ์นักการเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็ไม่เห็นสื่อมวลชนเป็นพระเอกหรือวีรบุรุษ บางคนยังเห็นว่า “หนังสือพิมพ์เอาแต่ลงข่าวในทางร้าย ไม่สร้างสรรค์ ไม่รอบคอบ”
จะเป็นเพราะอิทธิพลของเงินก็ตาม คนอเมริกันส่วนใหญ่ขณะนี้เชื่อ (เช่นเดียวกับคนไทย) ว่า อำนาจทางการเมืองไม่ได้มาโดยคะแนนเสียงที่ชอบธรรม
แต่สิ่งที่งานวิจัยของฮาร์วูดชี้ออกมาอย่างหนึ่ง ที่แสดงว่าคนอเมริกันไม่คล้ายคนไทยคือ พวกเขากำลัง
สนใจปัญหาของส่วนรวม แม้ว่าในปัจจุบันพวกเขาจะสนใจการเมือง พรรคการเมืองและนักการเมืองในระบบเลือกตั้งน้อยลง แต่พวกเขาได้ก่อตั้งหรือสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ที่มุ่งชี้ทางออกหรือเข้าร่วมแก้ปัญหาต่างๆ ของส่วนรวม ตั้งแต่ปัญหาของชุมชน เมือง มลรัฐ ไปจนถึงปัญหาของประเทศอย่างมากมาย
การเมืองในความหมายการรณรงค์เลือกตั้ง การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและการแสวงหาประโยชน์เฉพาะตน เฉพาะกลุ่มแคบๆ กำลังถูกคนอเมริกันปฏิเสธ
แต่มีแนวโน้มว่า การเมืองในความหมาย “การร่วมกันดูแลแก้ปัญหาของส่วนรวมด้วยพวกเรากันเอง ด้วยตัวเราเอง” กำลังได้รับความสนใจกำลังได้รับการปฏิบัติมากขึ้น
ที่จริงคนอเมริกัน และผู้เขียนขอเสริมว่าคนไทยก็เช่นกัน มักไม่เรียกการร่วมมือกันดูแล ทำประโยชน์ และแก้ไขปัญหาส่วนรวมของเราเองว่าการเมือง
เรามักจะเก็บคำว่า “การเมือง” ไว้ใช้กับอะไรที่เราไม่ชอบ โดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึงการทำอะไรเพื่ออำนาจหรือผลประโยชน์อย่างไม่ชอบธรรม โดยไม่มีเหตุผลที่ถูกต้อง และไม่มีหลักวิชารองรับ และเรามักจะรู้สึกว่าการเมืองคือสิ่งไม่ดีที่คนอื่น ผู้อื่นเป็นผู้ทำ หาใช่สิ่งที่ตนเอง หรือคนดีที่ตนรักใคร่นับถือเป็นผู้ทำไม่
แมทธิวส์มีความเห็นว่า บัดนี้น่าจะถึงเวลาแล้ว ที่คนอเมริกันซึ่งกำลังทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ได้หันมาเข้าใจการเมืองในความหมายใหม่เสียบ้าง การเมืองในความหมายดี: การเมืองเพื่อสาธารณกิจของเราเอง
อันที่จริง การเมืองในความหมายนี้ หาใช่เป็นของใหม่ หากเป็นของเก่าล้ำค่ำ ที่พวกกรีกได้เสนอไว้เมื่อ 2 พันปีมาแล้ว แต่ทุกวันนี้เราอยู่ห่างจากความหมายเดิมของคำนั้นมาก
แมทธิวส์เสนอว่า เราควรรื้อฟื้นความหมายดั้งเดิมของการเมืองแบบกรีกขึ้นมาใหม่ นำมันมาใช้ในยุคปัจจุบันมากขึ้น
ในขณะที่นักวิชาการจำนวนมากเคยสรุปไว้เมื่อ 20-30 ปีที่แล้วว่า จงปล่อยให้คนจำนวนมากในสหรัฐ เฉี่อยชา ละเลยต่อการเมืองไปเถอะเพราะนั่นทำให้การเมืองเป็นไปด้วยดี แมทธิวส์กลับเสนอในหนังสือซึ่งตีพิมพ์จำหน่ายในปี ค.ศ.1994 นี้เองว่า ต้องไม่ให้เพื่อนร่วมชาติเฉื่อยชา ละเลยต่อปัญหาของส่วนรวม หัวใจของข้อเสนอของแมทธิวส์ คือรื้อฟื้นการเมืองในความหมายของกรีกโบราณขึ้นมาใหม่ เอามาใช้แทนการเมืองในความหมายปัจจุบันที่น่าชิงชังและเบื่อหน่ายนั่นเอง
(มีต่อ)
การเมืองในความหมายที่สาม คือ พลเมืองทั้งหลายต้องหมุนเวียนผลัดกันไปเป็นผู้พิพากษาหรือลูกขุนทั้งหลายใน ศาลทั้งปวงของกรีกโบราณด้วยในนครโพลิส ไม่มีผู้พิพากษาอาชีพ ซึ่งฝึกฝนมาทางวิชาชีพกฎหมายโดยเฉพาะ ซึ่งธรรมเนียมนี้ ในปัจจุบันก็ยังหลงเหลืออยู่ในบางประเทศ ซึ่งให้ประชาชนทั่วไปมาประกอบกันเป็นคระลูกขุน เพื่อร่วมกันชี้ว่า กรณีหนึ่งๆ นั้น ใครผิดใครถูกโดยอาศัยคะนนเสียงเอกฉันท์ของคณะลูกขุนเป็นเกณฑ์ตัดสิน ผิด-ถูก ส่วนผู้พิพากษาอาชีพซึ่งฝึกฝนอบรมมาทางนิติศาสตร์โดยเฉพาะจะทำหน้าที่เป็น เพียงที่ปรึกษาคณะลูกขุน และตัดสินว่าจะลงโทษผู้กระทำผิดอย่างไร แค่ไหน หลังจากที่คณะลูกขุนมีมติแล้วว่า เขาผู้นั้นได้กระทำผิดจริง
การเมืองในความหมายของกรีกโบราณจึงเป็นของสูงค่า ด้วยเหตุนี้การเมืองในความหมายของกรีกโบราณเกิดจากความรู้สึกของพลเมือง ว่านี่คือการปกครองของเรา พวกเราร่วมกันปกครองตนเองในแทบทุกด้าน แม้แต่การออกกฎหมาย หรืนโยบาย หรือการเก็บภาษีอากร ซึ่งอาจทำให้เราสูญเสียทางวัตถุหรือจิตใจ แต่นั่นก็คือว่าเป็นเสรีภาพ เพราะเราออกฎหมายและนโยบายมาบังคับ มากำกับดูแลพวกเราเอง เป็นการบังคับ กำกับ ดูแลตัวเราเอง จากเหตุผลและจุดมุ่งหมายเพื่อส่วนรวม ซึ่งเราช่วยกันคิดขึ้นมาเอง ไม่ได้มีใครซึ่งเป็นบุคคลอื่น ซึ่งสูงกว่า ศักดิ์สิทธิ์กว่า มีอำนาจมากกว่า มาปกครองบังคับบัญชาเรา
การเมืองของกรีกโบราณอยู่ได้เพราะมีพลเมืองที่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐ และก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ความมีเหตุผล การใคร่ครวญไตร่ตรองของพลเมืองทั้งมวลว่า ผลประโยชน์และจุดยืนเพื่อนส่วนรวมอยู่ที่ใด ทำอย่างไรจึงจะให้ผลประโยชน์ จุดยืน และความเห็นของฝ่ายต่างๆ ได้รับการใคร่ครวญมากที่สุด และทำอย่างไรจะประสานประโยชน์จุดยืน และความเห็นของฝ่ายต่างๆ เข้าด้วยกันให้ได้มากที่สุด และได้รับการยอมรับมากที่สุด
การเมืองของกรีกโบราณ จึงต้องเป็นการเมืองที่ใช้เหตุผล เสรีภาพและที่สำคัญที่สุดต้องมีคุณธรรมเพื่อส่วนรวมที่กว่างที่สุดเท่าที่จะ ทำได้
ผม มีความเห็นว่า การเมืองแบบกรีกโบราณนี้ อาจรื้อฟื้นนำมาใช้ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ในสภาพการเมืองและเศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้ เราคงไม่สามารถใช้พลเมืองผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นข้าราชการและผู้ พิพากษาหรือคณะลูกขุนได้ทั้งหมด หรือกระทั่งได้เป็นส่วนใหญ่ การเมืองสมัยใหม่ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นการเมืองแบบผ่านตัวแทนเป็นหลัก (representative politics) เพราะมีภารกิจและการงานหลายประเทศที่ใช้มือสมัครเล่น หรือพลเมืองทั่วไปทำไม่ได้ นอกนั้น พลเมืองทุกวันนั้นก็คงไม่ว่างพอหรือสะดวกพอหรือจิตใจที่หมกมุ่นในเรื่อง สาธารณะมากพอ จนสามารถมานั่งประชุมกันได้บ่อยๆ
แต่สิ่งที่เรารื้อฟื้นขึ้นมาได้คือ จิตใจเรื่องความเป็นเจ้าของรัฐ โดยเฉพาะรัฐในระดับการปกครองท้องถิ่นที่ใกล้ชิด และมีผลกระทบต่อเราเองมากๆ การที่จะมีจิตใจและความรับผิดชอบเป็นเจ้าของรัฐได้ ก็ต้องปลูกฝังคุณค่าหรือค่านิยมเรื่อง ความเป็นพลเมือง (citizenship)
การเมืองต้องมีความหมายมากกว่าการแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจวาสนาของนักการ เมือง พรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ทั้งหลาย
การเมืองต้องมีความหมายมากกว่าการแสวงหาผลประโยชน์ และอำนาจวาสนาของนักการเมือง พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ของกลุ่ม หรือฝ่ายต่างๆ เท่านั้น หากต้องมีความหมายในทางจริยธรรม คือต้องฝึกให้กลุ่ม หรือฝ่ายต่างๆ มุ่งใช้การเมืองเพื่อเข้าใจตนเองเข้าใจส่วนรวม เข้าใจความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง ระหว่างผลประโยชน์และจุดยืนของตนเอง กับผลประโยชน์และจุดยืนของส่วนรวม
แม้ว่าการเมืองในความหมายกรีกโบราณนี้ จะเริ่มจากจุดยืน ทรรศนะและปัญหาของเฉพาะตน เฉพาะกลุ่ม เฉพาะส่วนได้ แต่วัตถุประสงค์สำคัญ
ย่อมมิใช่เพื่ออาศัยอำนาจรัฐหรืออำนาจสาธารณะ เพื่อนำประโยชน์มาให้กลุ่มหรือฝ่ายของตนเองให้มากที่สุด หากเพื่อประสานข้อเสนอ ข้อเรียกร้อง และทัศนคติของฝ่ายตน กลุ่มตนให้เข้ากับสภาพการณ์ ปัญหา และจุดมุ่งหมายของส่าวนรวมให้ได้มากที่สุด และในการนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ส่วนรวมจะไม่ปรับท่าที จุดยืน และทัศนคติของตนเองเลยก็หาไม่
จุดมุ่งหมายสำคัญของการเมืองแบบกรีก คือส่วนรวมกับส่วนตัวไปด้วยกัน ประสานกันไป มิใช่เอาแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนตัวนั้นต้องไม่หมายถึงเห็นแก่ตัว หากต้องพยายามให้เป็นส่วนตัวที่ประสาน สอดคล้องและปรับเปลี่ยนได้ เมื่อคำนึงถึงส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
แม้ ว่าเรายังไม่มีหลักการ กติกา และกลไกอะไรที่ชัดเจนนักในขณะนี้เพื่อทำให้การเมืองเพื่อส่วนรวมและการเมือง ในฐานะเรื่องและธุระของเราเองให้ขึ้นมาเป็นหลักได้ในบ้านเมืองทุกวันนี้ แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็พอจะมีเข็มทิศชี้นำให้ออกจากวังวนของปัญหาการเมืองปัจจุบันนี้ได้
การที่ผมอ่านหนังสือเรื่องการเมืองแบบกรีกโบราณมากๆ ในระยะครึ่งปีหลังมานี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงบันดาลใจที่ได้จากอาจารย์สถาบันราชภัฎท่านหนึ่ง ที่เคยมาฟังผม และนักวิชาการธรรมศาสตร์อีกบางท่านอภิปรายปัญหาเรื่องการเมืองไทยและการ ปกครองท้องถิ่น
ในวันนั้นหลังจากฟังพวกเราวิเคราะห์ปัญหา และจุดอ่อนมากมายของนักการเมือง และข้าราชการที่เป็นอุปสรรคต่อการเมืองการปกครองในปัจจุบันอาจารย์วัย 30 เศษ จากสถาบันราชภัฏภาคกลางท่านนั้นก็ลุกขึ้นถาม คำถามนั้นยังก้องอยู่ในหูผมถึงทุกวันนี้
“อาจารย์ครับ ผมเองก็เป็นลูกศิษย์รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีโอกาสอ่านหนังสือและฟังคำบรรยายของอาจารย์คณะเรามาก็มากมาย วันนี้ก็ยังมีโอกาสมาฟังการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมอาจารย์เราจึงยอดเยี่ยมในการทำให้ผู้คนเกลียดชังและแหนงหน่ายการเมือง ทำไมไม่มีการสอนรัฐศาสตร์ที่จะทำให้คนชื่นชอบ ชื่นชมการเมือง และอยากมีส่วนร่วมทางการเมือง? ”
ผมฟังแล้ว เก็บเอามาใคร่ครวญ สะท้อนสะท้านในใจอยู่หลายวัน จริงอยู่ นักการเมืองของเราจำนวนมากมีปัญหาด้านความสามารถและความสุจริตแต่ผมคิดต่อไป ว่า มันถูกหรือเปล่าที่เรามุ่งแต่การวิเคราะห์เปิดโปงคนเหล่านั้น กระทั่งถูกหรือเปล่า ที่เราเน้นแต่การสอนรัฐศาสตร์เหมือนมันเป็นภาพหรือเป็นเรื่องราวของผู้ อื่น: เหล่านักการเมือง ทหาร ข้าราชการทั้งหลายเหล่านั้นที่ฉ้อฉล คดโกง ประชาชนและบ้านเมือง ปัญหามีแค่นั้นจริงๆ หรือ?”
แม้ประชาชนตื่นตัว และวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและนักการเมืองมากมายแค่ไหน เขาก็ปฏิบัติต่อการเมือง นักการเมือง และนโยบาย-โครงการต่างๆ ของรัฐ ประดุจพวกเขาเป็นผู้บริโภคสินค้าทางการเมือง เมื่อมันไม่ดี คุณภาพต่ำ ไม่ถึงใจ ก็โวยวาย วิจารณ์ เปิดโปง กดดัน แต่การเมืองน่าจะหมายถึงการเป็นเจ้าของด้วย เราต้องไม่เป็นเพียงผู้บริโภคทางการเมือง เราน่าจะต้องเป็นผู้ผลิตทางการเมืองด้วย
แต่ขณะนั้น ผมยังคิดอะไรไม่ค่อยออก
มาถึงตอนนี้ ผมพอจะมองเห็นทางออก ไม่ใช่เพียงแต่ว่าการเมืองไทยต้องปรับปรุงไปทางไหน อย่างไร แต่มองเห็นว่าจะสอนรัฐศาสตร์อย่างไรจึงจะทำให้นักศึกษาเป็นผู้บริโภคและผู้ ผลิตสินค้าทางการเมือง
ซึ่งทั้งหมดนี้ผมจะค่อยๆ เล่าสู่กันฟังมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการอ่านงานเขียนทั้งหลาย ทั้งเก่าและใหม่ ในขณะที่สนออย่าจอห์นส์ ฮิอปกินส์ แห่งนี้อีกหลายเดือน
ในบทที่ 6 ของหนังสือ Politics for People แมทธิวส์ย้ำเตือนว่าอเมริกาต้องไม่ลืมประเพณีการเมือง ซึ่งถือเอาการเป็นเจ้าของบ้านเมืองร่วมกัน การมีส่วนในการปกครองตนเองให้มากที่สุดและการร่วมมือร่วมใจแก้ไขปัญหาให้ บ้านเมือง แมทธิวส์ชี้ว่าสำหรับอเมริกาแล้ว ประชาสังคมหรือภาคสังคมเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐตั้งแต่ต้น
ประวัติศาสตร์ของอเมริกา ในความเห็นของแมทธิวส์ไม่ได้เริ่มต้นโดยจอร์ช วอชังตัน ไม่ได้เริ่มต้นที่สงครามเอกราชกับอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1776 มันเริ่มต้นนานกว่านั้น
ย้อนหลังไปสู่ปี ค.ศ.1633 นั่นแหละเป็นต้นกำเนิดของสหรัฐ เมื่อครั้งบ้านเมืองยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในขณะนั้นชาวอาณานิคมยังไม่มีรัฐที่ชัดเจน แม้ว่าจะอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ แต่หาได้มีรัฐบาลอาณานิคมเป็นตัวเป็นตน ชาวอาณานิคมอยู่กันเป็นชุมชน เป็นภาคประชาสังคมก็ว่าได้ นานเหมือนกันกว่าที่ชุมชนอิสระกระจัดกระจายเหล่านี้จะก่อตัวเป็นองค์กรรัฐ ขึ้นมา
และการก่อตัวเป็นองค์กรรัฐของชาวอาณานิคมนั้น น่าสนใจ เพราะมันเกิดจากชุมชนหรือภาคสังคมร่วมกันก่อตั้งรัฐขึ้นอย่างชัดเจน
ชุมชนหรือภาคสังคมก่อตั้งรัฐอย่างไร สร้างการเมืองอย่างไหนขึ้นมา
แมทธิวส์เล่าว่า เริ่มที่แมสสาชูเสท (Massachusetts) ในเมืองดอร์เชสเตอร์ (Dorchester) ใกล้ๆ กับบอสตัน (Boston) นั่นเอง จอห์น มาเวอริค (John Maverick) ซึ่งเป็นพระในชุมชน ได้ริเริ่มประเพณีเรียกประชุมชาวเมืองทั้งเมือง (Town Meeting) เพื่อมาแก้ปัญหาของชุมชนชาวดอร์เชสเตอร์ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีรูปแบบการปกครอง หรือยังไม่มีอำนาจรัฐและองค์กรของรัฐมากำกับดูแลชัดเจน แม้แต่องค์กรปกครองท้องถิ่นก็ยังไม่มีในขณะนั้น
มาเวอริค เรียกประชุมชาวเมืองในปี ค.ศ.1633 ในโบสถ์แห่งหนึ่งเพื่อร่วมกันพิจารณาแก้ปัญหาว่าทำอย่างไรจึงจะป้องกันมิให้ วัวชาวบ้านรุกล้ำเข้าไปในทุ่งหญ้าสีเขียวของส่วนรวม ซึ่งอยู่ติดอ่าวได้
เจตนารมณ์ของการประชุมชาวเมือง กลายเป็นการสร้างการเมือง เพื่อแก้ปัญหาส่วนรวมโดยประชาชนเอง คำขวัญก็คือ “เมื่อมีปัญหาของส่วนรวมเราต้องมาคุยกันดู และร่วมกันคิด ร่วมกันแก้” การประชุมชาวเมืองครั้งแรกเป็นไปอย่างดี เกิดเป็นประเพณี ชาวเมืองต้องมาประชุมกันในเรื่องสำคัญๆ ทุกเดือน
จะเห็นว่าชาวเมืองดอร์เชสเตอร์ไม่ได้เริ่มรัฐและการเมืองแบบอังกฤษเมืองแม่ กล่าวคือไม่ได้เริ่มด้วยการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ระดับชาติและ สร้างการปกครองท้องถิ่นแบบเทศบาลอังกฤษ ซึ่งมีชนชั้นเจ้าที่ดินท้องถิ่น (Gentry) เป็นผู้ปกครองที่ระดับนี้
ชาวอาณานิคมกลับมุ่งเน้นการเมืองแบบชาวเมืองมาร่วมกันแก้ไขปัญหาของส่วนรวมด้วยตนเอง
อันที่จริงผมเองยังเห็นมากกว่านั้นว่า อเมริกาเริ่มมีมาก่อนปี ค.ศ.1633 เสียอีก คือจุดเริ่มต้นของอเมริกา อาจเริ่มบนเรือเมย์ฟลาเวอร์ (May flower) ที่พาชาวอาณานิคมชุดแรกมาขึ้นฝั่งที่แมสสาชูเสท ในปี ค.ศ.1620 เพราะบนเรือลำนั้นเอง ชาวอาณานิคมได้ริเริ่มการเมืองแบบการปกครองตนเอง โดยการทำพันธสัญญาร่วมกัน เพื่อสร้างประชาสังคม (Civil Body Politik) พันธสัญญา (Covenant) นี้ ลงนามโดยชาวอาณานิคมทุกคนบนเรือลำนั้นและถือว่าทุกคนเท่าเทียมกัน และด้วยความเต็มใจ สมัครใจกันเองอย่างแท้จริง
ด้วยจิตใจที่ถือเอาการสร้างพันธสัญญาที่จะดูแลรับผิดชอบส่วนรวมหรือประชา สังคมที่มีมาตั้งแต่ออกจากอังกฤษและอยู่บนเรือ ก่อนที่เรือจะเทียบท่าเหยียบแผ่นดินอเมริกานี้เอง ชาวอาณานิคมในยุคแรกๆ จึงมุ่งสร้างการเมืองแบบร่วมกันเป็นเจ้าของ ร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งได้นำไปสู่การเรียกประชุมชาวเมืองเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อปี ค.ศ. 1633
ผมเห็นต่อไปอีกว่า ในยุคอาณานิคมนั้น นอกจากชาวอาณานิคมจะปกครองตนเองโดยใช้ประชาสังคมเป็นหลัก หรือใช้ประชาสังคมค่อยๆ สร้างรัฐขึ้นมา เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ที่ประชาสังคมชี้นำและสร้างรัฐขึ้น มา รัฐในระยะแรกของอเมริกาในยุคอาณานิคม ยังเป็นรัฐที่มีการปกครองแบบกระจายศูนย์มาก ในประเทศจำนวนมาก รัฐที่ศูนย์กลางเป็นผู้สร้างรัฐที่ท้องถิ่นขึ้นมา ความชอบธรรมของรัฐท้องถิ่นอยู่ที่การรับรองของรัฐส่วนกลาง แต่ในอาณานิคมอเมริกานั้น ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่มลรัฐและเมืองต่างๆ และในการสร้างประเทศสหรัฐ หลังจากสงครามเอกราชสิ้นสุดลง ก็เข้าลักษณะที่ว่า รัฐท้องถิ่นร่วมกันสร้างรัฐระดับชาติขึ้นมา
และการที่รัฐอเมริกามีการกระจายศูนย์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในตอนต้น จึงเป็นเหตุผลที่ช่วยสนับสนุนการปกครองแบที่ประชาสังคมปกครองตนเองได้เป็น อย่างดีในระยะแรกของการสร้างประเทศ
ขอเสริมในที่นี้ด้วยว่า ความคิดเรื่องการเมืองแบบพันธสัญญาของพลเมืองที่ชาวอาณานิคมนำไปสู่ดินแดน ใหม่นั้น ความจริงก็เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเมืองในยุโรปนับแต่ปลายยุคกลางไปในทิศ ทางที่รับเอามรดกของกรีกและโรมกลับมาใช้ใหม่ หลังจากอยู่ในยุคกลางอัน “มืดมน” กันมาร่วมหลายร้อยปี
ดัง ที่ผมเล่าเอาไว้ตอนที่แล้วว่า ในยุคกรีกโบราณ 2 พันกว่าปีมานั้นคำว่า การเมือง หมายถึงเฉพาะการรวมตัวกันปกครองตนเอง แก้ไขปัญหาของส่วนรวมด้วยพลเมืองด้วยกันเอง ในเมืองหรือนครซึ่งเป็นเขตอำนาจรัฐอิสระเท่านั้น แต่พลเมืองที่มีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจแตกต่างกันนั้น จะมีสิทธิหรือบทบาททางการเมืองเท่ากันหรือไม่ นี่เป็นปัญหาที่พวกกรีกคิดแตกต่างกันไป แต่ยุคสมัยในกรีกโบราณที่ยอมรับให้พลเมืองชั้นล่างมีสิทธิในการปกครองตนเอง เท่ากับพลเมืองตนเองเท่ากับพลเมืองชั้นสูงถือเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นยิ่งกว่านั้น นักปราชญ์ใหญ่ของกรีกรวมทั้งเพลโต (Plato) และอริสโตเติ้ล (Aristotle) ล้วนมีความเห็นว่า รัฐที่ดีที่สุด คือรัฐแบบผสม (Mixed Polity) ที่มีทั้งประชาธิปไตย คณาธิปไตย และเอกาธิปไตย รวมอยู่ในตัว
ประชาธิปไตยในรัฐแบบผสมนั้นแสดงออกที่การมีสภาพลเมือง ซึ่งพลเมืองชั้นล่าง หรือพลเมืองทุกชนชั้นมีส่วนร่วม
คณาธิปไตยในรัฐแบบผสม แสดงออกที่การมีพฤฒิสภา ที่เป็นสภาเฉพาะของผู้ดี หรือคนชั้นสูงโดยเฉพาะ
ส่วนเอกาธิปไตย ในรัฐแบบผสมนั้น แสดงออกที่มีผู้ปกครองฝ่ายบริหารสูงสุด ซึ่งมีอำนาจถึงอิสระจากสภาทั้งสอง โดยผู้ปกครองฝ่ายบริหารสูงสุดนี้มักจะมีคนเดียว ซึ่งอาจยกขึ้นเป็นกษัตริย์หรือจักรพรรดิ หรือคงเป็นสามัญชนก็ได้
เมื่ออาณาจักรโรมันเรืองอำนาจขึ้นมา ก็รับเอาแนวคิดของกรีกเรื่องรัฐแบบผสมมาใช้ รวมทั้งได้ย้ำให้พลเมืองทุกชนชั้นเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง พวกโรมันรับเอาความคิดเรื่อง การเมืองคือคุณธรรม (Virtue) เพื่อส่วนรวมของพวกกรีกมาใช้ และเสริมด้วยความคิดเรื่องความรักบ้านเมือง (Patriotism) และเสีย
สละให้บ้านเมือง
แต่พวกโรมันมักจะเรียกการปกครองแบบผสมนี้ว่า The Republic ซึ่งอาจแปลได้ว่า สาธารณรัฐ แต่ผู้เขียนไม่ชอบคำนี้ เพราะ The Republic นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องไม่มีกษัตริย์เป็นประมุข
คำว่า Republic นี้ ใกล้เคียงกับคำว่า Commonwealth มากกว่า คือการปกครองที่ถือเอาผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง หรือเป็นการปกครองของพวกเราซึ่งเป็นพลเมืองด้วยกันเอง
แต่โรมันก็ปกครองแบบ Republic นี้ไม่นานนัก เวลาส่วนใหญ่ของโรมเป็นเวลาของระบบจักรพรรดิ จักรพรรดิคือผู้มีอำนาจสูงสุด เกือบจะแต่ผู้เดียวก็ว่าได้ แต่ในโลกแห่งความคิดนั้น แนวทาง Republic ของโรมันนี้ ก็ได้รับการยกย่องเทิดทูนเป็นพิเศษเสมอมา แม้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริง เมื่อพ้นยุคโรมันแล้ว ยุคกลางที่ติดตามมาก็ไม่ได้ใช้ความคิด Republic เป็นหลักในการปกครอง เป็นเวลาหลายร้อยปีที่ความคิด Republic จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะในหมู่นักปรัชญา
ยุโรปต้องรอจนถึงปลายยุคกลางและยุคเรอนาสซองส์ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-16 จึงจะได้เห็นความคิด Republic ฟื้นตัวขึ้นมาเด่นชัดอีกครั้งหนึ่งเคียงคู่กับการเกิดเมืองอิสระของชนชั้น กลางในอิตาลีและยุโรปตอนเหนือขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แนวคิด Republic ที่เฟื่องฟูในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึง 16 นี้ เรียกกันว่า Civic Republicanism ซึ่งพอจะแปลเก็บใจความได้ว่าเป็นการปกครองที่เน้นสาธารณกิจ โดยมีคุณธรรมของพลเมืองเป็นเครื่องชี้นำ
จะขอเล่าเสริมแมทธิวส์ต่อ เพื่อให้ได้เข้าใจกันว่า แนวคิดเรื่อง Civic Republicanism ของเมืองอิสระแห่งปลายยุคกลางและ ยุคเรอนาสซองส์ มีความเป็นมาและมีเนื้อหาอย่างไร และได้ถ่ายทอดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่อเมริกาได้อย่างไร
หลังจากอาณาจักรโรมันตะวันตกแตกสลายไปแล้ว ในช่วงศตวรรษที่ 8 ถึง 11 ยุโรปตะวันตกก็เข้าสู่ยุคกลาง บ้านเมืองที่เคยใหญ่โตรุ่งโรจน์กลายเป็นบ้านเล็กเมืองน้อย เกิดเป็นแคว้นอิสระมากมาย บางแว่นแคว้นมีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง บางแว่นเคว้นมีเจ้าชายทั้งหลายเป็นผู้ปกครอง โดยที่แว่นแคว้นเหล่านี้ต่างถือเอาระบบศักดินา ที่เรียกว่า ฟิวดัลลิสม์ (Feudalism) เป็นพื้นฐาน ในระบบนี้ถือเอาผู้ปกครองเป็นศูนย์กลาง คำว่าพลเมืองแทบไม่มีความหมาย เพราะประชากรไม่ได้อยู่กันอย่างเท่าเทียมทางการเมือง – เศรษฐกิจและสังคม หากอยู่กันเป็นฐานันดรหรือวรรณะที่แตกต่างกันไป และประชากรส่วนใหญ่ในระบบศักดินามีฐานันดรเป็นไพร่ ประกอบอาชีพเป็นชาวนาหรือเกษตรกรในความควบคุมดูแลของมูลนายและเจ้านายหรือ พระ
สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของสามัญชนมีน้อยในระบบศักดินาฝรั่ง
แม้ว่าจะมีบางคน บางกลุ่ม บางฐานันดร บางสถาบันได้รับอภิสิทธิ์ในการดูแลหรือปกครองตนเองอยู่บ้าง แต่คนส่วนใหญ่เป็นไพร่ ทาส เกษตรกร แทบไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ
ระบบฟิวดัลลิสม์หรือศักดินาฝรั่ง มีการเกษตรกรรมและชนบทเป็นรากฐาน ประชากรส่วนใหญ่อาศัยและทำงานในหมู่บ้านและเมืองเล็กๆ ในชนบทแม้แต่มูลนายและเจ้านายทั้งหลายก็ปลูกปราสาทหรือมีนิวาสถานอยู่ในชนบท ในบริเวณใกล้ๆ กับที่ดินของตนเอง ซึ่งเปิดให้ไพร่ของตนใช้ทำกินด้วย
ในยุคกลางซึ่งระบบฟิวดัลลิสม์เรืองอำนาจนั้น กษัตริย์ เจ้าชาย ผู้มีตระกูล อัศวิน และพระ ปกครองดูแลประชาชน ซึ่งเป็นไพร่ ทาส ชาวนาอยู่ได้ โดยแทบไม่ต้องเอ่ยอ้างถึงเรื่องเสรีภาพ การปกครองตนเอง และศักดิ์ศรีมนุษยชนเลย
ตราบกระทั่งเริ่มเกิดการค้า โดยเฉพาะการค้าทางไกล ซึ่งอาศัยการเดินเรือทะเลเป็นหลัก และพร้อมกันนี้ก็เกิดเมืองอิสระซึ่งยังชีพอยู่ได้ด้วยการค้าในช่วงศตวรรษ 12 ถึง 16 แล้วนั่นแหละ จึงเริ่มมีการฟื้นฟูแนวคิดเรื่อง Civic Republicanism ซึ่งพูดถึงเรื่องการปกครองตนเอง เสรีภาพ และคุณธรรมของพลเมืองขึ้นมาอีก
บริเวณที่เกิดเมืองอิสระซึ่งทำการค้าขายเป็นหลักในยุโรปนั้น มีอยู่แค่ 2 แหล่งใหญ่ๆ คือรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และรอบๆ ทะเลเหนือกับทะเลบอลติก
ในบริเวณรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น มีเมืองเวนิส ฟลอเรนซ์ เจนัว (Genoa) เป็นต้น เมืองเหล่านี้ปัจจุบันอยู่ในประเทศอิตาลีทั้งหมด
ส่วนรอบทะเลบอลติกกับทะเลเหนือ มีเมืองฮัมบูร์ก (Hamburg) ลูเบ็ค (Lubeck) โคโลญ (Cologne) เกนท์ (Ghent) บรู้จ (Bruges) เป็นต้น บรรดาเมืองเหล่านี้ บางช่วงมีจำนวนกว่า 40 เมือง และเมืองเหล่านี้ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกัน เรียกชื่อกลุ่มเมืองอิสระเหล่านี้ว่า สันนิบาตฮันซ่า (Hanseatic League) เมืองในสันนิบาตฮันซ่าในอดีตนั้นปัจจุบันอยู่ในเยอรมัน เนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยม เป็นหลัก
ประชากรในเมืองอิสระต่างจากประชากรในหมู่บ้าน หรือเมืองเล็กๆ ในชนบท ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของแว่นแคว้น ตรงที่ว่าพวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง ที่เรียกว่าคนชั้นกลางก็เพราะเขามีสถานะที่ไม่สูงเท่าเจ้านายและพระแต่ไม่ ต่ำเช่นไพร่ ทาส พวกเขาอยู่ตรงกลางระหว่างเจ้านายและพระ ซึ่งเป็นชนชั้นผู้ปกครองกับไพร่ ทาส ซึ่งเป็นชนชั้นผู้ถูกปกครอง
แต่คนชั้นกลางในยุคกลางหรือเรอนาสซองส์นั้น เรามักเรียกว่าบุรีชน (Bourgeoisie) ด้วย อันที่จริงเราเรียกเขาว่าบุรีชนก่อนจะเรียกเขาเป็นชั้นกลางในภายหลัง ก็เพราะลักษณะพิเศษของประวัติศาสตร์ยุโรปที่ส่งคนชั้นกลางให้ไปอยู่ในเมือง หรือบุรีเป็นสำคัญ
คำว่า บูร์ชัวซี (Bourgeoisie) ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งนักวิชาการและผู้มีความรู้จำนวนหนึ่งมักใช้ทับศัพท์ว่า นายทุนหรือคนชั้นกลาง นั้น ก็คือคำซึ่งเดิมใช้เรียกบุรีชนในปลายยุคกลางนั่นเอง
แต่โปรดสังเกตว่า บูร์ชัวซี (Bourgeoisise) นั้น พวกซ้ายโดยเฉพาะนักลัทธิมาร์กซ์ของไทยมักแปลว่านายทุน แต่ในระยะหลังพวกปัญญาชนและนักคิดสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลัทธิมาร์กซ์ เริ่มแปลคำนี้ว่า ชนชั้นกลาง หรือคนชั้นกลาง
ถามว่า บูร์ชัวซี หรือบุรีชนเป็นนายทุน หรือคนชั้นกลางกันแน่?
ตอบได้ว่าเป็นได้ทั้งสองอย่าง
เพราะในประวัติศาสตร์ยุโรปนั้น บุรีชนเป็นพ่อค้า นายทุนก็มี เป็นช่างฝีมือ เป็นแพทย์ เป็นทนายความก็มี เป็นศิลปิน ปัญญาชนก็มี พวกเขาเหล่านี้ทั้งหมดในระยะแรกอาศัยและทำงานในเมืองอิสระ จัดว่าเป็นบุรีชนทั้งสิ้น
ที่เราเรียกเขาว่าคนชั้นกลางไม่ผิดแน่ๆ โดยเฉพาะในยุคอดีตขณะนั้นเขาอยู่กลางระหว่างคนชั้นสูงกับคนชั้นต่ำจริงๆ
ที่เราเรียกเขาว่านายทุนก็พอเรียกได้ แม้ว่าในยุคอดีตขณะนั้น บรรดาบุรีชนที่เป็นพ่อค้าส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าขนาดเล็ก ขนาดกลางเท่านั้นและก็ไม่มีใครประกอบการด้านอุตสาหกรรม แม้ว่าอาจมีหัตถกรรมอยู่บ้าง และยิ่งไปกว่านั้น บูร์ชัวซีไม่ได้เป็นนายทุนแต่อย่างเดียว บางพวกไม่ได้ทำการค้าเสียด้วยซ้ำ เช่น หมอ ทนายความ ศิลปิน และปัญญาชน
ผมจึงพอใจที่จะเรียกบุรีชนว่าคนชั้นกลางมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงบุรีชนในปลายยุคกลาง
วิธีการที่บุรีชนสร้างเมืองของเขาน่าสนใจ เพราะมันมีความหมายต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในชั้นหลังเป็นอย่างยิ่ง
กล่าวคือ พวกเขาต้องสร้างกำแพงและป้อมคูปราการ ที่แข็งแกร่งพร้อมกองทหารประจำการอยู่ตลอดเวลา
ด้านหนึ่งบุรีชนต้องป้องกันตัวเองและวิถีชีวิตหรือวิชาชีพของตนเองเอาไว้ มิให้อำนาจหรือกฎหมายของชนชั้นปกครองในระบบศักดินารุกล้ำเข้ามาทำลาย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง บุรีชนต้องอาศัยการทูต การเจรจา และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ที่จะชักนำหรือจูงใจให้ชนชั้นผู้ปกครองอนุญาตให้เมืองของตนอยู่อย่างเป็น อิสระ เป็นตัวของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่แยกตัวออกเป็นอิสระหรือเอกเทศโดยสิ้นเชิงจากเจ้าผู้ ปกครอง
ในแง่นี้ เมืองจึงเป็นการปกครองท้องถิ่นที่มีอิสระจากแว่นแคว้น หรืออาณาจักรซึ่งตนสังกัดอยู่มากพอควร โดยเมืองมีกฎหมาย มีการเก็บภาษีอากรมีระบบราชการ รวมทั้งมีกองทหารของตนเองโดยเฉพาะ
และที่สำคัญที่สุดก็คือ เมืองมีระบบเศรษฐกิจของตนเองโดยเฉพาะคือระบบตลาดหรือระบบทุนนิยม ซึ่งระบบนี้แตกต่างและขัดแย้งแข่งขันกับระบบศักดินา (ฟิวดัลลิสม์) ของเจ้าผู้ปกครองอยู่มากทีเดียว
การเกิดระบบตลาดหรือระบบทุนนิยมของฝรั่งนั้น จึงเริ่มเป็นจุดๆ เฉพาะในเมืองก่อนเท่านั้น เมืองและทุนนิยมของฝรั่งเกิดขึ้นเคียงคู่กัน เมืองและทุนนิยมในระยะแรกเป็นระบบท้องถิ่น ซึ่งต้องดิ้นรนสร้างความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง แยกออกมาจากระบบศักดินา
เพื่อจะรักษาเศรษฐกิจระบบตลาดเอาไว้ เมืองอิสระของบุรีชนต้องแตกต่างจากเขตชนบทในอีกหลายๆ เรื่อง เช่น ต้องปลดปล่อยคนในเมืองให้พ้นจากความเป็นไพร่ สังกัดมูลนาย ให้กลายเป็นเสรีชน เป็นแรงงานเสรี ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นลูกมือของช่างฝีมือ หรือเป็นพ่อค้ารายเล็กๆ ก่อนก็ได้ พลันที่พวกชาวนาซึ่งเป็นไพร่หลบหนีเข้าเมืองได้ เขาก็กลายเป็นเสรีชนไม่มีเจ้านายหรือมูลนายที่ต้องขึ้นต่ออีกต่อไป เขตเมืองจึงเป็นเขตของอิสรภาพในขณะที่ชนบทเป็นเขตของการกดขี่ บังคับ สภาพเช่นนี้ทำให้มีคำกล่าวในภาษาเยอรมันว่า “อากาศของเมืองทำให้คนมีเสรีภาพ” หรือ “เพียงแต่ล่วงล้ำเข้าไปในเมือง ไปสูดอากาศของเมืองอึกเดียวก็ได้เสรีภาพแล้ว” อย่างไรก็ดีในทางกฎหมาย อดีตไพร่เหล่านี้ต้องอยู่ในเมืองต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี กับ 1 วัน จึงจะได้สภาพภาพเสรีชนเต็มที่ แต่ 1 ปี กับ 1 วันนี้ก็ช่างเป็นเวลาที่สั้นนัก เสรีภาพในเมืองจึงเป็นความหอมหวานในชีวิตที่ไพร่ในชนบทใฝ่หาเสมอ
เสรีภาพ และความเสมอภาค เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตในเมืองแม้ว่าความสูงต่ำ รวยจน ยังมีอยู่ต่อไปในเมือง แต่ก็เป็นความสูงต่ำหรือรวยจนอันเนื่องมาจากชนชั้น มิใช่เนื่องมาจากฐานันดรหรือวรรณะ และความเหลื่อมล้ำเนื่องจากชนชั้น ปรับเปลี่ยนเลื่อนไหลได้ ต่างจากความเหลื่อมล้ำอันเนื่องมาจากฐานันดรหรือวรรณะอันปรับเปลี่ยนเลื่อน ไหลแก้ไขไม่ได้
แต่เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่านั้นยังไม่พอที่จะปลุกเร้าให้บุรีชนตื่นตัวแข็งขัน และเสียสละ เพื่อป้องกันรักษาเมือง วิชาชีพ และวิถีชีวิตของตนเอาไว้จากการปิดล้อมของเจ้าผู้ปกครองและระบบศักดินา เมืองยังต้องการความเป็นปึกแผ่นและความสามัคคีปรองดองซึ่งกันและกันด้วย อาจกล่าวว่าเมืองต้องมีภราดรภาพ คือทุกคนต้องช่วยกันทะนุบำรุงรักษาและป้องกันเมืองเสมือนว่าเมืองเป็นของทุก คน หรือเสมือนว่าทุกคนเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตของเมืองแม่เดียวกัน
เพื่อ การนี้เมืองจึงต้องให้ประชากรเป็นพลเมือง มีความเท่าเทียมทางกฎหมายซึ่งกันและกัน ทั้งต้องเปิดให้ประชากรชายที่บรรลุนิติภาวะแล้วและมีทรัพย์สินหรือที่ดิน จำนวนหนึ่งให้มีสิทธิในการเลือกตั้งผู้บริหารเมือง และในบางแห่งก็มีการเลือกตั้งผู้ออกกฎหมาย หรือบางแห่งก็ให้มีการประชุมชาวเมืองเพื่อพิจารณากฎหมายและปัญหาต่างๆ ของเมืองด้วย
ในสภาพการณ์เช่นนี้เอง จึงมีนักคิดหรือนักปราชญ์จำนวนหนึ่งเสนอให้เมืองอิสระเน้นการสร้างพลเมือง ให้มีคุณธรรมเพื่อส่วนรวม (Civil Virtue) และทำให้พลเมืองปลอดจากจิตใจเห็นแก่ตัว ไม่ฝักใฝ่แต่ประโยชน์เฉพาะตน เฉพาะส่วน ไม่หลงใหลแต่ความสุข ผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างเดียว นักคิดหลายท่าน เรียกสภาวะที่เห็นแก่ตัวเช่นนี้ของพลเมืองว่า “คอรัปชั่น” งานเขียนช่วงนี้จึงมุ่งป้องกันมิให้พลเมืองกระทำการ “คอรัปชั่น” และมุ่งส่งเสริมให้พลเมืองมีคุณธรรมเพื่อส่วนรวม (Civic Virtue)
ความคิดเหล่านี้นักคิดแห่งยุโรปในช่วงนั้นได้หยิบยืม รื้อฟื้น หรือดัดแปลงมาจากความคิดเรื่องรัฐแบบผสม (Mixed Polity) หรือความคิดเรื่องรัฐที่ประชาชนยึดเอาสาธารณประโยชน์หรือสาธารณกิจเป็นสำคัญ (The Republic) ของโรมันในอดีตนั่นเอง
โดยผมขอย้ำว่า จุดหลักของเขาก็คือการให้พลเมืองรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐและเข้ามาร่วมกัน ปกครองตนเองให้รัฐและประชาสังคมโยงใยใกล้ชิด
ในบรรดานักคิดที่เสนอความคิด Civic Republicanism หรือ “สาธารณรัฐที่เน้นการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมของพลเมือง” นั้นผู้ที่โดดเด่นและมีอิทธิพลสูงสุด คือ มาเคียเวลลี่ (Machiavelli) ผู้ซึ่งเรารู้จักดีในฐานะผู้เขียนเรื่อง “เจ้าผู้ปกครอง” (The Prince) นั่นเอง
ในขณะที่มาเคียเวลลี่ กล่าวถึง การเมืองแบบเจ้าในแว่นแคว้นที่มีเจ้าเป็นผู้ปกครองในหนังสือเรื่อง Tho Prince จนมีผู้คนประณามเขาไปทั่วว่า เขียนได้สมจริงจนไม่รู้ว่าอะไรคือดี อะไรคือชั่ว การเมืองแบบเจ้าของเขามักจะถูกมองว่า เป็นการเมืองที่ไร้คุณธรรม เอาแต่การรักษาอำนาจของผู้ปกครองด้วยวิธีการอะไรก็ได้
แต่ในหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ที่เขียนเสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ Discourses on The First Ten Books of Titus Livius (ว่าด้วยหนังสือสิบเล่มแรกของ ทิทัส ลิเวียส) มาเคียเวลลี่เน้นถึงการเมืองแบบพลเมืองในสาธารณรัฐ ซึ่งพลเมืองมีส่วนในการปกครองตนเอง ซึ่งการเมืองแบบพลเมืองนี้ต่างจากการเมืองแบบเจ้ามากทีเดียว
การเมืองแบบพลเมืองในสาธารณรัฐนั้น มาเคียเวลลี่ย้ำว่าต้องให้พลเมืองปกครองตนเอง โดยทุกกลุ่ม ทุกชั้น มีอำนาจหน้าที่สมดุลและคะคานกันเอง เพื่อมิให้กลุ่มใด ชนใด ชั้นใดยึดอำนาจไว้แต่ผู้เดียว นอกจากนั้นมาเคียเวลลี่ยังย้ำจิตใจที่รัก ภาคภูมิ และห่วงใยในสาธารณรัฐของบรรดาพลเมืองทั้งปวง หัวใจของระบบสาธารณรัฐ ในความเห็นของมาเคียเวลลี่เห็นจะอยู่ที่คำสามคำ คือ เสรีภาพ ที่จะปกครองตนเอง (Liberty) คุณธรรมเพื่อส่วนรวม (Virtue) และพลเมืองที่ปลอดจากคอรัปชั่น (Corruption) (การด่างพร้อยหรือเบี่ยงเบนออกจากคุณธรรมเพื่อส่วนรวม)
แนวคิด “สาธารณรัฐ” (The Republic) ที่เน้นการปกครองตนเองและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมของพลเมืองนี้ ได้เผยแพร่ไปถึงอังกฤษ เกิดมีนักเขียน หรือนักคิดในสายนี้ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง เช่น แฮริงตัน (James Harrington) และมิลตัน (John Milton) เป็นต้น
ชาวอาณานิคมจากอังกฤษชุดแรกๆ ที่อพยพไปอยู่อเมริกาได้รับแนวคิดเหล่านี้ไปด้วย และในช่วงต่อมาความคิด “สาธารณรัฐ” เหล่านี้ ได้รวมเข้ากับแนวคิดเสรีนิยม-ปัจเจกชน (Liberal Individualist) ของ จอห์น ล๊อค (John Locke) ซึ่งเน้นความสุขและเสรีภาพของปัจเจกชนที่เป็นสมาชิกของสาธารณรัฐเป็นสำคัญ
ความคิดสาธารณรัฐที่เน้นคุณธรรมเพื่อส่วนรวมและเน้นประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อส่วนรวมเป็นหลัก กับความคิดเสรีนิยม-ปัจเจกชนนิยม ซึ่งเน้นการสร้างระบบหรือกลไก กติกาและค่านิยมเพื่อให้บุคคล รายบุคคลที่อยู่เป็นปัจเจกชน ได้มีโอกาสแสวงหาความสุข เสรีภาพ และผลประโยชน์ของตนเองมากที่สุด ได้คลุกเคล้าเข้าด้วยกัน กลายเป็นความคิดชี้นำการต่อสู้กับอังกฤษ และสถาปนาการปกครองแบบรัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งเวลานี้เราเรียกกันง่ายๆ ว่า ระบอบประชาธิปไตย ขึ้นมาในอเมริกาเมื่อปลายศตวรรษที่ 18
แมทธิวส์ และมูลนิธิแคทเตอริง เป็นส่วนหนึ่งของกระแส “สาธารณรัฐ” หรือกระแส “สาธารณรัฐที่เน้นคุณธรรมเพื่อส่วนรวมของพลเมือง” (“Civic Republicanism”) ซึ่งกำลังพัดแรงอยู่ในขณะนี้ที่อเมริกา
จุดมุ่งหมายสำคัญของแมทธิวส์และพวกคือยืนยันว่าครั้งหนึ่งในอเมริกา ประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงแต่เพียงกระแสจอห์น ล๊อค ที่ย้ำเอาปัจเจกบุคคลเป็นหลัก หรือไม่ได้หมายถึงกระแส “พหุนิยม” หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งกระแส “พหุนิยม” เช่นนี้ไม่ได้เน้นแต่ปัจเจกบุคคล เช่น ล๊อค ก็จริง แต่ก็มุ่งเน้นการเมืองเรื่องกลุ่ม ซึ่งเกิดจากปัจเจกบุคคลมารวมกันเพื่อให้เป็นพลังเรียกร้อง หรือกดดันให้รัฐทำอะไรตามที่กลุ่มเสนอ
ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม – ปัจเจกชนของล๊อคก็ดี หรือประชาธิปไตยแบบกลุ่มผลประโยชน์ หรือกลุ่มกดดันก็ดี ไม่ย้ำเรื่องการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของพลเมือง ในการปกครองตนเอง และในการแก้ปัญหาของชุมชนหรือส่วนรวมของพลเมือง เพราะประชาธิปไตยทั้งสองแบบนี้ ไม่ย้ำการแสวงหาหรือการพิทักษ์ผลประโยชน์ส่วนรวม หากเน้นการสร้างระบบที่ทำให้เฉพาะส่วนหรือส่วนย่อยทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มชุมนุม สมาคม ชมรมต่างๆ ที่เกิดจากปัจเจกชนรวมกัน ได้แสวงหา หรือได้พิทักษ์และปกป้องผลประโยชน์ของตนตามกติกาที่ได้รับการยอมรับจากสังคม
นอกจากนั้นประชาธิปไตยสองแบบดังกล่าวมาข้างต้น ยังเป็นประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ห่างจากการเมือง หรือสาธารณกิจพอสมควร ให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความสุขกับกิจส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวแล้วปล่อยให้ นักการเมืองกับข้าราชการบริหารหรือดูแลบ้านเมือง และจัดการเรื่องส่วนรวมแทนประชาชน หน้าที่ประชาชนจะเหลือเพียงเลือกตั้งบุคคลไปทำงานการเมือง หรือรณรงค์เคลื่อนไหว เรียกร้อง หรือคัดค้านนโยบายและกฎหมายของรัฐเป็นครั้งคราวก็พอ
แมทธิวส์และคณะเห็นว่า แค่นี้ไม่พอ ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความเพียงการเลือกผู้แทนหรือผู้บริหาร ไม่ได้หมายความเพียงการควบคุมกำกับนักการเมือง ข้าราชการ และดูแลกิจการของบ้านเมืองอยู่ห่างๆ เท่านั้น
แมทธิวส์ไม่ปฏิเสธประชาธิปไตยแบบล็อคและพหุนิยมแบบกลุ่มผลประโยชน์ทั้งหมด ทั้งไม่ปฏิเสธบทบาทของนักการเมืองและพรรคการเมืองหรือข้าราชการ แต่จะเสนอให้เราเพิ่มความคิดและวิธีปฏิบัติแบบ “สาธารณรัฐ” เข้าไปด้วย
และดังที่ผมกล่าวมาแล้ว สาธารณรัฐนี้ไม่ได้หมายถึง การไม่เอากษัตริย์เป็นผู้ปกครองอย่างที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
ระบบประชาธิปไตยของไทยก็รับเอาความคิด “สาธารณรัฐ” ของกรีกโรมโบราณ และเมืองอิสระในปลายยุคกลางมาใช้ก็ได้ เพราะเราสามารถรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ได้ ไม่มีอะไรขัดกัน
หัวใจของความคิด “สาธารณรัฐ” คือการสร้างประชาชนให้เป็นพลเมือง
พลเมืองแบบสาธารณรัฐต้องมีคุณธรรมเพื่อส่วนรวม คือต้องรัก ภาคภูมิใจ และรู้สึกเป็นเจ้าของส่วนรวม ซึ่งส่วนรวมนี้อาจหมายถึงชุมชน หมู่บ้าน เมือง การปกครองท้องถิ่น ขึ้นไปจนถึงประเทศชาติโดยส่วนรวมก็ได้
ความคิดสาธารณรัฐ มุ่งเน้นว่าพลเมืองหรือกลุ่มพลเมืองต้องเน้นประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ต้องเอาประโยชน์เฉพาะส่วน เฉพาะกลุ่ม เพียงแต่ต้องประสานสิ่งเหล่านี้เข้าไปกับส่วนรวม ให้ส่วนรวมเป็นหลักเป็นประธาน
จะทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองที่มุ่งส่วนรวม เป็นเจ้าของส่วนรวม เช่นนี้ได้ ต้องให้การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง (Civic Education) ให้มาก
แต่ขอย้ำว่า ส่วนรวมในที่นี้ต้องไม่หมายถึงรัฐเท่านั้น
ความคิดสาธารณรัฐนั้น ย้ำว่ารัฐกับประชาสังคมต้องไม่ห่างเหินกัน
และถ้าดูจากกำเนิดของอเมริกา จะเห็นว่าประชาสังคมเกิดก่อนและประชาสังคมสร้างรัฐขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ
นั่นคือ ความคิด “สาธารณรัฐ” ต้องผนวกเข้าไปกับความคิด “ประชาสังคม”
ยิ่งในประเทศไทยแล้ว พลเมืองที่มีจิตใจเพื่อส่วนรวมต้องเร่งสร้างประชาสังคม ขยายบทบาทประชาสังคม
พลเมืองไทยรุ่นใหม่ต้องพึ่งตัวเอง รับผิดชอบต่อส่วนรวมให้มากขึ้นโดยทำงานผ่านประชาสังคมให้มากขึ้น เรียกร้องรัฐให้น้อยลง โทษหรือติรัฐให้น้อยลง
แต่ต้องกดดัน หรือชักจูงให้รัฐลดอำนาจ ลดบทบาท หน้าที่ลง
พร้อมๆ กับกดดัน และเชิญชวนให้รัฐร่วมสร้างประชาสังคม และส่งเสริมการสร้างพลเมืองให้เกิดขึ้นมากๆ
ให้ประชาสังคม ซึ่งมีพลเมือง ซึ่งมีความคิดแบบ “สาธารณรัฐ” ทำการแทนรัฐให้มากขึ้น
ให้ประชาสังคมร่วมกับรัฐทำการให้ส่วนรวม
ให้นโยบายรัฐก็ดี นโยบายสาธารณะก็ดี เป็นการกระทำโดยรัฐร่วมกับสังคม
นี่คือ สาระสำคัญของ “ธรรมรัฐ” ซึ่งพูดกันอยู่แพร่หลายในเวลานี้
หัวใจของธรรมรัฐ คือ รัฐกับประชาสังคมร่วมกันแก้ปัญหาส่วนรวมไม่ใช่ให้รัฐหรือรัฐบาลแก้ปัญหา อย่างเดียว เช่นที่เคยเป็นมาในอดีต โดยเฉพาะในประเทศโลกที่สาม
โปรดสังเกตว่า ในภาษาอังกฤษ ธรรมรัฐ คือ Good Governance ไม่ใช่ Good Government
คำว่า Governance นี้ ถูกหยิบขึ้นมาใช้เพื่อสื่อว่าเรื่องของส่วนรวมต้องไม่แก้ด้วยรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียว
ดังนี้ ผมจึงเห็นว่าไม่ควรแปล Good Governance ว่าธรรมรัฐ คำว่าประชา-รัฐกิจ ของศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทรวณิช ซึ่งมีทั้งประชา หรือประชาสังคม กับรัฐ ร่วมทำกิจด้วยกัน น่าจะสื่อความหมายได้ตรงว่า ถูกกว่าแม้ว่ามันจะดูรุ่มร่าม และฟังเหนื่อยหูกว่ากันก็ตาม
อนึ่ง การสร้างพลเมือง หรือการให้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองนั้น ผมก็เห็นว่าต้องให้ประชาสังคมสร้าง หรือให้การศึกษาเป็นหลัก มิฉะนั้นลักษณะสาธารณรัฐที่เราต้องการส่งเสริมจะกลายเป็นการเพิ่ม “รัฐนิยม” ไปเสีย รัฐต้องมีงบประมาณให้ และต้องสนับสนุนส่งเสริม แต่รัฐจะไม่เข้าทำการอบรมบ่มเพาะ สั่งสอนเอง หากปล่อยหรือเปิดให้สถาบันการศึกษา ชมรม ชุมนุม มูลนิธิ และสมาคมต่างๆ เป็นผู้จัดการศึกษาให้ประชาชนที่สนใจ หรืออาจต้องให้มีคณะกรรมการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดการศึกษา หรือสนับสนุนกลุ่ม ชุมนุม ชมรม และมูลนิธิที่เหมาะสมจัดการศึกษาทำนองนี้ขึ้นมา โดยที่คณะกรรมการชุดนี้ต้องเป็นอิสระ ไม่ใช่องค์กรข้าราชการและไม่ใช่องค์กรนักการเมือง
สถาบันพระปกเกล้าที่รัฐสภากำลังจัดตั้งขึ้น ควรดำเนินการในทิศทางนี้คือ ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาสังคมกลุ่มต่างๆ หรือสถาบันการศึกษาต่างๆ จัดการศึกษาทางการเมือง ให้ประชาชนเป็นหลัก มิใช่ตั้งสถาบันขึ้นมาในฐานะองค์กรรัฐ แล้วก็จัดสอน จัดอบรมเอง
และสถาบันพระปกเกล้า อาจมุ่งการศึกษาเพื่อการยกระดับนักการเมืองด้วยก็ได้ แต่หน้าที่หลักของสถาบันน่าจะอยู่ที่เร่งสร้างความเป็นพลเมืองให้เกิดขึ้นใน หมู่ประชาชนไทย เฉพาะหน้านี้ควรเร่งฝึกนักอบรมเพื่อพวกนี้จะได้ไปจัดการศึกษาให้ประชาชนต่อ ไป
ขอจบการอ่านและเขียนที่เอาหนังสือ Politics for People ของแมทธิว