เรื่องจาก ทีมข่าวการเมือง โพสต์ทูเดย์ 09 พฤษภาคม 2553
ปัญหาใหญ่ของชาติ คือ เรื่องความคิดจิตใจของคนไทยตั้งแต่เรื่องค่านิยม การค้นหาความหมายของชีวิต ความสับสนว่าการเกิดมาควรมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตส่วนรวมอย่างไร
“แผนปรองดอง” 5 ข้อของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อแก้วิกฤตประเทศเฉพาะหน้าดูเหมือนข่าวสารจะจับจ้องไปเฉพาะ “ข้อ 5” ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์นักการเมือง ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การนิรโทษกรรมอดีตนักการเมืองที่ต้องโทษความผิดคดียุบพรรค
แต่ข้อ 2 หัวข้อ “ปฏิรูปประเทศไทย” สร้างความเป็นธรรม ความเสมอภาคในสังคมกระทั่งการสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน ดูจะไม่มีพื้นที่การนำเสนอให้กับข้อเสนอเหล่านี้มากนัก
“ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์” นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมชื่อดัง ชวนคิดหาแนวทางปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นจริง เขาบอกว่าทุกวิกฤตย่อมเป็นโอกาสเสมอ และครั้งนี้ความขัดแย้งร้าวลึกมาก เพราะเป็นการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนระบอบเหมือนเหตุการณ์เดือนตุลาในอดีต หากสังคมไทยไม่ใช้จังหวะนี้เดินหน้าสร้างสิ่งใหม่ โอกาสที่นักเลือกตั้งจะกลับมาซูเอี๋ย เหมือนหลังพฤษภาทมิฬที่เทพกับมารจูบปากจนสร้างความผิดหวัง ก็เป็นไปได้สูง
“เราบอกพวกเรากันเองว่า งานนี้ห้ามผ่อน ผมอยู่กับมวลชนมานาน รู้ว่ามันวูบวาบ ถ้ามันผ่านไปนาน มันก็ขี้เกียจแล้ว สุดท้ายเราก็จะกลับมาเหมือนเดิม”
ชัยวัฒน์ วิพากษ์ว่า แผนปรองดองของนายกฯ ไม่ได้ทำการผ่าตัดวิกฤตประเทศจริง แต่แค่กินยาระงับปวด ซึ่งก็อาจช่วยคนส่วนหนึ่งได้ เช่น คนจนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กลุ่มคนที่มีปัญหาโฉนดชุมชน เด็กไร้สัญชาติ ทว่าปัญหามันมีมากกว่านั้น ไม่ว่าการลดช่องว่างคนจนกับคนรวย ทั้งหมดเราต้องมานั่งคุยกันว่า ในภาวะวิกฤตนี้ การปฏิรูปประเทศที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร เราจะสร้างสิ่งใหม่ได้แค่ไหน ทุกฝ่ายทั้งนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ผู้ที่หวังดี ที่ไม่ใช่นักเลือกตั้ง แกนนำแต่ละพื้นที่ กระทั่งสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าว วิเคราะห์ข่าวแบบที่เป็นอยู่ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้นักการเมืองเหล่านี้มันยืนอยู่ได้หรือไม่ ต้องทบทวนบทเรียนร่วมกัน และร่วมกันตั้งคำถามใหม่หมด ไม่ใช่ปล่อยเป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง
“นี่แหละคือความท้าทายครั้งใหญ่” ชัยวัฒน์ บอก
สำหรับชัยวัฒน์ การที่สังคมได้รัฐธรรมนูญธงเขียวเมื่อปี 2540 ถือเป็นการปฏิรูปครั้งแรกหลังเกิดพฤษภาทมิฬ แต่ที่สุดต้องล้มเหลว ทั้งที่มีการออกแบบองค์กรอิสระมากมายคอยตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนหนึ่งเพราะองค์กรเหล่านี้ทำงานแบบราชการไม่ทันการณ์ วิกฤต 2553 นี้จึงเป็นการปฏิรูปครั้งที่ 2 ซึ่งสังคมต้องคำถามว่า การปฏิรูปประเทศที่แท้จริงอยู่ตรงไหนกันแน่
“ผมว่าปัญหาลึกที่สุดของประเทศไทย คงสอดคล้องกับหลายที่ในโลก เป็นเรื่องของความคิดและจิตใจของคนซึ่งอยู่ในตำแหน่งสำคัญ คนพวกนี้ไม่รับผิดชอบ เห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงประเทศชาติ ไม่เห็นคุณค่าความหมายภารกิจที่ตัวเองมารับ”
เขาขยายความว่า ช่วงครึ่งศตวรรษหลังมานี้ ในหลายประเทศมีคนจำนวนไม่น้อยที่เกิดปัญหาเช่นนี้ อาจมาจากสิ่งเย้ายวน อำนาจล่อใจมากขึ้น ทำให้ประเด็นจริยธรรมอ่อนลง นี่คือกุญแจใหญ่ ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปประเทศ มันไม่ใช่ต้องสร้างกลไกใหม่เหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะกลไกใหม่มันจะถูกวิญญาณชั่วร้ายเข้าไปสิงอยู่เสมอ
“เรื่องใหญ่ของชาติคือ เรื่องจริยธรรม ถ้าจะปฏิรูปประเทศ ก็ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา แม้กระทั่งในสายของนักประชาสังคมอย่างพวกเรา ใช่ว่าจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะเราก็เป็นมนุษย์ธรรมดาซึ่งยังติดอยู่หลายเรื่อง”
“วันนี้ประเทศชาติต้องการการตื่นครั้งใหญ่ขึ้นมาในจิตใจ มีคำถามมากว่าเราจะไปกันต่ออย่างไร ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้มันยาก มันต้องเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง โดยเฉพาะวิธีคิด ถ้าไม่ทำวันนี้สนิมเหล็กมันก็เกิดแก่เนื้อในตน เพราะปัญหาถูกสะสมมานาน 30-40 ปี เราขาดตัวอย่างคนดีมาตลอด มีบ้างไหมในฝ่ายการเมืองที่ปฏิบัติตัวเหมือนอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ บูรพาจารย์ที่เราเคารพ”
นักเคลื่อนไหวผู้นี้ บอกว่ากระแสปฏิรูปประเทศไทยที่มาเร็วขณะนี้ ต้องเริ่มต้นด้วยการจินตนาการประเทศก่อนว่า สถานการณ์อาเซียนเป็นอย่างไร โลกสมัยใหม่ไปถึงไหนแล้ว ถ้าเราจะทำให้ประเทศชาติเข้มแข็ง เราต้องปรับปรุงอะไรบ้าง เราไม่ได้สู้กันเอง แต่สู้กับตัวเรา สู้กับโลก เราต้องเอาชนะตัวเองให้ได้ เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
“ปัญหาใหญ่ของชาติ คือ เรื่องความคิดจิตใจของคนไทยตั้งแต่เรื่องค่านิยม การค้นหาความหมายของชีวิต ความสับสนว่าการเกิดมาควรมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตส่วนรวมอย่างไร แต่ผมคิดว่าชาติใดก็ตามที่จะแข็งแรงได้ต้องใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมเป็นตัวขับ เคลื่อน ฉะนั้นกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย ต้องเกี่ยวข้องกับการฟื้นภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับชาติ และถ้าจะให้ดีต้องมีการฟื้นขวัญกำลังใจของคนในชาติ”
“5 ปีที่ผ่านมา ผมว่าคนไทยขวัญเสียพอควร การจะฟื้นแผ่นดินถึงเวลาต้องทำขวัญชาติ เยียวยา ฟื้นขวัญกำลังใจคนไทยด้วยกันเองด้วย บางโมเดลต้องเรียนรู้จากแอฟริกาใต้ที่เขาสามารถเยียวยากันได้ทั้งที่กดขี่ กันมาเป็นร้อยปี แน่นอนเรื่องนี้ไม่ง่าย สิ่งที่ควรทำคือ ดึงจุดแข็งของสังคมไทย คือ การให้อภัย มีน้องกลุ่มหนึ่ง ‘กลุ่มเพื่อนรับฟัง’ เขาไปพูดคุยพบว่าทั้งผู้ชุมนุมและทหารที่บาดเจ็บเขาไม่โกรธกันให้อภัยกัน นี่คือคนไทย”
ชัยวัฒน์ ให้ข้อคิดว่ากระบวนการปฏิรูปต้องปลดล็อกสิ่งที่เป็นอุปสรรคจำนวนมากให้เหลือ น้อยลง ขณะเดียวกันต้องเสริมศักยภาพของคนที่
อยากทำอะไรดีๆ หรือเรียกว่า “สถาปัตยกรรมแห่งความร่วมมือ” แม้ว่าสภาพประเทศขณะนี้อยู่ในภาวะอ่อนเปลี้ยทางจิตใจ แต่ลักษณะบางอย่างของคนไทยคือ อยากฝันอะไรดีๆ และพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ ถ้ามีกระบวนการดีๆ มาช่วยจัดการ
สิ่งสำคัญคนไทยควรเลิกหวังเรื่อง “อัศวินม้าขาว” ได้แล้ว แต่ควรใช้จุดแข็งที่ซ่อนอยู่จากที่มี “ผู้นำธรรมชาติ” กระจัดกระจายตามที่ต่างๆ และหากระบวนการให้คนเหล่านี้ทำงานให้เต็มศักยภาพ
“ผมจับกระแสได้ว่า ตอนนี้มีนักธุรกิจที่อยากทำงานเพื่อสังคมไม่น้อย หลายคนเห็นว่าต้องมีการปฏิรูปประเทศไทย ส่วนภาค|เอ็นจีโอไม่ต้องพูดถึง เขาอยากทำอยู่แล้ว นักการเมืองเล็กๆ บางคนก็ยังมีไฟอยู่ กลุ่มคนชั้นกลางที่ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน ประชาชนทั่วไป เยาวชนรุ่นใหม่ก็ปรากฏจากม็อบเฟซบุ๊ก เราต้องดึงมาให้ได้ แต่ที่แผ่วจนผมรู้สึกผิดหวังคือ กลุ่มปัญญาชน อ่อนมากๆ ทั้งที่ประเทศชาติต้องการความสว่างทางปัญญา กลุ่มนี้กลับริบหรี่ ระบบราชการก็พึ่งหวังอะไรไม่ได้”
“โลกแห่งอนาคตกุญแจมันอยู่ที่ท้องถิ่น เพราะรัฐบาลส่วนกลางไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ทันการณ์ ดังนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับ อบต. เทศบาล ที่จะมาแก้ปัญหาอย่างปัญหาสมุย ปัญหาเกาะลันตา ปัญหาแม่สอด ปัญหา อ.ปาย วันนี้มีข้อมูลว่า อบต.มีการพัฒนาขึ้น เพราะชาวบ้านเก่งขึ้น เท่าที่ฟังมาใน 7,000 อบต. ขณะนี้มีประมาณ 1,000 อบต. ดีขึ้นกว่าเมื่อเทียบช่วง 10 ปีที่แล้วที่มีแค่ 20-30 แห่ง การพัฒนาการเมืองไทยมันต้องมองที่ฐานล่าง”
นักเคลื่อนไหวผู้เชื่อมั่นในพลังท้องถิ่น บอกว่ากระบวนการปฏิรูปครั้งนี้ เราต้องสร้างทุนทางสังคม ทุนทางปัญญาขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับทุนทางวัฒนธรรมและความเป็นไทยบางอย่าง แน่นอนสังคมไทยอาจมีจุดอ่อนหลายจุด แต่ก็มีจุดดีหลายจุด เราต้องดึงพลังเหล่านี้มาใช้ด้านบวกเพื่อทะลุทะลวงจากการเมืองเฮงซวย ซึ่งมันไม่ง่าย เพราะโครงสร้างการเมืองเก่ามันยังล็อกอยู่
“มีคนบอกว่า ผมอาจจะโรแมนติก คิดเพ้อฝัน ผมก็ไม่รู้ มีใครเห็นเหมือนผมหรือไม่ แต่เราต้องชวนกันคุย ตั้งคำถามก่อนจะมีการปฏิรูป เพราะท้ายสุดถ้าไม่มีการออกแบบให้ดี รับรองได้หลังจากนั้น 1 ปี มันจะแผ่วลงเรื่อยๆ เพราะผมรู้จักคนทำงานด้านประชาสังคมดี และเราเห็นนักการเมืองอยู่แล้วว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขาไม่เอาเรื่องการปฏิรูปอย่างจริงจังอยู่แล้ว ส่วนข้าราชการ ตำรวจ อัยการ กระทั่งอาจารย์มหาวิทยาลัย คิดหรือว่าเขาจะเอาปฏิรูปด้วย เขายังเอาตัวเองไม่รอดเลย”
การปฏิรูปครั้งนี้ จึงมีคำถามในเนื้อหามากมาย ถ้าก้าวข้ามไม่ได้สุดท้ายอาจลงเอยแค่การ “ปฏิลูบ” ชัยวัฒน์ ทิ้งท้ายว่า พวกเรานักประชาสังคมคุยกันล่าสุดว่า ปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่วิ่ง 400 เมตร แต่จะวิ่งมาราธอน และต้องทำใจเพราะจะเจอแรงเสียดทานมหาศาล
