Archive for the ‘ความเคลื่อนไหวภาคพลเมือง’ Category
วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) ทีมวิทยากรกระบวนการโดย อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ จัดเวที “จินตนาการสยาม ปี ๒๕๖๐ ท่ามกลางคลื่นของความเปลี่ยนแปลงแห่งโลกและท้องถิ่น” ณ พนาศรม รีสอร์ท ศาลายา จ.นครปฐม

ผลการจัดเวที
- ตัวแทนผู้เข้าร่วมเวทีกล่าวสรุปผลการจัดเวทีที่ต่อเนื่องจากวันที่ ๒-๔ กันยายน ๒๕๕๔ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเวทีเกิดความเข้าใจในเป้าหมายของการจัดเวทีร่วมกัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการโดยผู้เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานโดยใช้ศักยภาพของเครือข่ายการทำงาน ทั้งเครือข่ายผูกพัน (Bonding network) เชื่อมโยงกับเครือข่ายข้ามพรมแดน (Bridging network) อาทิ สื่อ ราชการ จิตอาสา แกนนำเครือข่าย ภาคี ชมรม สถาบัน ชุมชน กลุ่มธุรกิจ เครือข่ายดังกล่าวเป็นเครือข่ายที่มีพลังในการเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

- การระดมสมองครั้งนี้เพื่อขัดเกลาแนวคิดให้แหลมคม และเกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วย input จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่และข้อมูล ความรู้ที่เป็นจริง คำถามจากการจัดเวทีครั้งก่อน ร่างกรอบความคิด และหลัก ไอคิโดะ ได้ output คือ นำไปสู่การจัดตั้ง organize project และเครือข่ายที่มีพลังในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย โดยมีความชัดเจนในขอบเขตเชิงเนื้อหาและพื้นที่ มีผลงานเผยแพร่ ผู้ทำหน้าที่สื่อ และเวทีระดมสมอง ในเวทีนี้ได้ระบุรายชื่อผู้เข้าร่วมเวทีครั้งต่อไป ซึ่งเป็น stakeholder ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย

เมื่อวันที่ ๙-๑๑ กันยายน ๒๕๕๔ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) ทีมวิทยากรกระบวนการโดย อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนแก่เครือข่ายปฏิรูปประเทศไทย ในเวทีระดมสมองแกนนำ พลเมืองที่เป็นข้าราชการ ณ โรงแรมรามาดา พลาซ่า แม่น้ำ ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ
ผู้เข้าร่วมทั้งหมด ๒๖ คน ได้แก่ วิทยากรและทีมงาน ๓ คน ส่วน ๒๓ คน เป็นข้าราชการจากโรงพยาบาล กศน. กรมชลประทาน เทศบาล พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันอุดมศึกษาและข้าราชการที่เกษียณอายุก่อนกำหนด

วัตถุประสงค์ของการจัดเวที เพื่อให้ข้าราชการระดับล่างและระดับกลาง ที่มีความตั้งใจทำงานเพื่อชุมชนและสังคม มีพลังสร้างสรรค์สังคมสามารถร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศ และเป็นการต่อยอดจากการจัดเวทีปฏิรูปประเทศไทย
การจัดเวทีทั้ง ๓ วัน ใช้กระบวนการ Appreciative Inquiry (AI) มี ๔ ขั้นตอน หรือ 4 D คือ
๑. Discovery
๒. Dream
๓. Design
๔. Doing

ผลการจัดเวที
๑. ผู้เข้าร่วมประชุมได้ทบวนทวนบทบาทหน้าที่ของข้าราชการที่ดี และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์กับผู้เข้าร่วมเวทีที่ต่างวิชาชีพ ได้เพื่อนใหม่ที่มีอุดมการณ์คล้ายกัน ทำให้รู้สึกอบอุ่นมั่นใจ ไม่โดดเดี่ยว เหมือนอย่างเคยเป็นมาก่อนเข้าร่วมเวที

๒. ผู้เข้าร่วมเวทีมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ระบบราชการที่เป็นเสาหลักของประเทศ สามารถเป็นแกนกลางเชื่อมกับกลุ่มต่างๆเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอด และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหากมีวิกฤตชาติเกิดขึ้นโดยจะเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและพฤติกรรมเชิงบวกที่ตัวเองก่อนทันที และค่อยขยับไปยังเพื่อนร่วมงานและเครือข่ายที่มีอยู่ ดังตัวอย่างของขั้นตอนการฝัน (Dream) ของผู้เข้าร่วมกลุ่มหนึ่ง
“ ข้าราชการผู้ซึ่งมีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชน และร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่กับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ประเทศไทยมั่นคงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และรู้เท่าทันกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก”

๓. มีแผนรวมกลุ่มกันทั้งในระดับพื้นที่และระดับชาติ โดยให้อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เป็นผู้ทำหน้าที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการและพัฒนาศักยภาพให้มีความสามารถมากขึ้น เพื่อนำความสามารถนี้รับใช้ประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและบรรลุความฝันร่วมของข้าราชการกลุ่มนี้ และมองหาผู้สนับสนุนโครงการดังกล่าวอยู่ ในขั้นต้นมอบหมายอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ร่างโครงการ และประสานกับ สสส.โดยจะเริ่มดำเนินงานร่วมกันในปี ๒๕๕๕
เมื่อวันศุกร์ที่ ๒ – วันอาทิตย์ ที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) ทีมวิทยากรกระบวนการโดย อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนแก่เครือข่ายปฏิรูปประเทศไทย ในหัวข้อ “การปฏิรูปประเทศไทย” ณ กนกรัตน์รีสอร์ท จ.สมุทรสงคราม

อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะของการปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหากมองการปฏิรูปประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องใหญ่และกว้างหลากหลายประเด็น ในเวทีนี้จึงเชิญผู้เข้าร่วมเวทีตั้งคำถามที่มีต่อการปฏิรูปประเทศไทยและประเทศไทยในมุมมองอื่นๆ เพื่อร่วมกันค้นหาคำตอบด้วยประสบการณ์และการตีความของแต่ละบุคคล อันนำไปสู่การฝ่าวิกฤติของประเทศไทยในอีก ๕ ปีข้างหน้า

คำถามในเวทีมีความหลากหลาย มาจากสมมุติฐานของคำถามแตกต่างกันไปตามการเน้นย้ำความสำคัญ ทว่าคำถามทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกัน โดยสามารถจำแนกเป็น
๑) การมองปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา แรงงาน สิ่งแวดล้อม สื่อเทคโนโลยี วัฒนธรรมภูมิปัญญา กลุ่มพลังอำนาจมวลชน (Geopolitics) และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนอกประเทศแต่มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศไทย อาทิ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเมือง เหล่านี้เกิดเป็นคำถามว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ดำรงอยู่อย่างไร ภาคประชาชน องค์การ รัฐบาล มีการเตรียมพร้อมป้องกันปัญหาอย่างไร และด้วยวิธีการใด
๒) การมองปัญหาในปัจจุบัน ในด้าน
๒.๑) การเรียนรู้ มีคำถามว่าทำไมการเรียนรู้ภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติจึงไม่สอดคล้องกัน จะสามารถนำทฤษฎีไปสนับสนุนการปฏิบัติจริงได้อย่างไร และการเชื่อมโยงการเรียนรู้จากยุคหนึ่งไปสู่ยุคหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปสามารถทำให้เกิดการต่อเนื่องได้อย่างไร
๒.๒) พลังมวลชน องค์กร ปัจเจกบุคคล สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร มีกระบวนการจัดการขับเคลื่อนนั้นอย่างไร
๒.๓) สังคมไทยต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ทำไมจึงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง มีวิธีบริหารอย่างไรให้สังคมเกิดการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้องการ และ
๒.๔)ประเทศไทยควรมีกระบวนการดำเนินการอย่างไร จึงสามารถนำพาสังคมและประเทศไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้น (means and ends)

จากการประมวลปัญหาข้างต้น อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ไม่เพียงต้องการให้ผู้เข้าร่วมระดมสมองตั้งปัญหาและถกเถียงปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้น หากแต่ประสงค์ให้ผู้เข้าร่วมในเวทีก้าวข้ามปัญหาด้วยการประชุมอย่างสร้างสรรค์ เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็น ทัศนะส่วนบุคคล ร่วมคิดวิธีบริหารปัญหาโดยรวม และค้นหาปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ โดยมติในเวทีมองว่า การดำเนินการบริหารปัญหา ต้องมีผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Leading Change) ทั้งตัวบุคคล องค์การ พลังมวลชน อาทิ สสส. พอช. สถาบันพัฒนา นักเคลื่อนไหว รวมถึงคลื่นลูกใหม่ที่มีพลังในการระดมมวลชนมากขึ้น อีกทั้งต้องสกัดผู้ที่มีบทบาทนำการเปลี่ยนแปลงด้วยการเคลื่อนไหวในสนาม ซึ่งเป็นผู้รู้ตัวจริง และต้องมีบทบาทร่วมกับเครือข่ายอื่นได้ โดยประเด็นใหม่ที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวาง คือ การค้นหาข้อมูลใหม่ที่เป็นประเด็นใหญ่และน่าสนใจ ไม่ติดขังอยู่กับประเด็นเดิมที่พูดคุยกันมานาน โดยสื่อสารผ่านเวทีต่างๆ ทั้งเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงมวลชนได้มาก อาทิ อินเตอร์เน็ต โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึง เวทีพบปะพูดคุย ซึ่งดำเนินการผ่านทีมหรือคนในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย
สุดท้ายเวทีมีมติเห็นควรให้จัดเวทีถอดบทเรียนการปฏิรูปประเทศไทย ๒๕๖๐ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและท้องถิ่น โดยเชิญเครือข่ายจากท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติในสนามจริงมาร่วมคิดค้นปัญหาและหาแนวทางการบริหารในการประชุมครั้งต่อไป
เมื่อวันศุกร์ที่ ๔- วันอาทิตย์ ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๔ จังหวัดสระบุรี ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการพัฒนาประชาธิปไตยเพื่อเพิ่มศักยภาพความเข้มแข็งของชุมชน จังหวัดสระบุรี ณ โรงแรมทีเค พาเลซ กรุงเทพฯ ในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จัดกระบวนการโดย มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม นำทีมวิทยากรกระบวนการโดย อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ประธานสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet)
โดยการสนับสนุนของ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ สถาบันที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในราชการ (สปร.)
จัดกระบวนการโดย มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสัมคม (Civicnet)
๘ – ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ โรงแรมริมทะเลบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรัขันธ์
การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ได้เริ่มต้นขึ้น ในเวลา ๑๐.๐๐ น. โดย คุณสุภาพ สิริบรรณสพ ตัวแทนจากสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการสร้างความมั่นคงระบอบประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
นายอภินันท์ จันทรังษี รองผู้ว่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ซึ่งท่านได้เน้นย้ำเกี่ยวกับความสำคัญของโครงการสร้างความมั่นคงระบอบประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ท่านได้กล่าวถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดที่โชคดีที่สุดในประเทศไทยเพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับที่พระราชวังไกลกังวล นอกจากนี้ยังเป็นจังหวัดที่ในหลวงทรงมีโครงการพระราชดำริมากมาย เช่น โครงการอ่างกักเก็บน้ำขนาดเล็กแห่งแรกที่เขาเต่า โครงการสร้างทางหลวงชนบทแห่งแรกในประเทศไทยเป็นแห่งแรกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกด้วย
จากนั้น นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ส.ส. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวทักทายและให้กำลังใจแก่เข้าร่วมประชุม โครงการสร้างความมั่นคงระบอบประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย
โดยการสนับสนุนของ จังหวัดชลบุรีสำนักงานจังหวัดชลบุรี และ ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
จัดกระบวนการโดย มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) วันที่๗-๙ มกราคม ๒๕๕๔ ณ ห้องประชุมปลาดาว กิจการอาคารรับรองสวัสดิการ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
บทสัมภาษณ์จาก ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป็นหนึ่งในเป้าหมายใหญ่ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม “ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์” ประธานสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสัมคม และกรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่มีนพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ฉายภาพปัญหาความยุติธรรม และ การสร้างความเป็นธรรมรากหญ้ากับโมเดล “ยุติธรรมชุมชน”

นายร้อยตำรวจโท อาทิตย์ บุญญะโสภัต รองผู้ว่าราชการจังหวัด และนางศิริ กำปั่นทอง หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน รักษาราชการแทน พัฒนาการจังหวัดสมทุรสงคราม
การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ได้เริ่มต้นขึ้น ในเวลา ๑๐.๐๐ น. โดยนางศิริ กำปั่นทอง หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน รักษาราชการแทน พัฒนาการจังหวัดสมทุรสงคราม และนายร้อยตำรวจโท อาทิตย์ บุญญะโสภัต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ซึ่งท่านได้เน้นย้ำเกี่ยวการทำงานแบบประสานความร่วมมือ ที่ต้องสร้างให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันตลอดเวลาระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ
Read the rest of this entry »
สังคมไทยนับตั้งแต่ช่วงต้นปี ๒๕๕๒ เป็นต้นมา ได้มีการขยายตัวของความขัดแย้งทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติไทยซึ่งส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของต่างประเทศ ที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้ครึ่งหนึ่งของพลังความคิด พลังงานแห่งสังคมไทย และเวลาบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลต้องสูญเสียไปกับการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง งบประมาณจำนวนหนึ่งต้องนำมาใช้ในการควบคุมและการดูแลการชุมนุมที่ยืดเยื้ออันส่งผลให้เกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจและจิตใจของประชาชนทั้งประเทศ
โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 9 กันยายน 2553
ตุลาคมเป็นเดือนแห่งการระลึกถึงความตายของเพื่อนคนไทยในความขัดแย้งทางการเมือง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ และก็ควรรวมถึงการเสียชีวิตกรณีพฤษภาคม ๒๕๓๕ และเมษายน – พฤษภาคม ๒๕๕๓ ด้วย ชีวิตเป็นของมีค่า ไม่ควรทำให้ตกไปเพราะเหตุใดๆ หรือเพื่อผลใดๆ คนไทยทั้งมวลควรคิดทบทวนอย่างลึกซึ้งว่าในการอยู่ร่วมกันต่อไป ทำอย่างไรคนไทยจะไม่ต้องมาฆ่ากันอีก แม้เพราะเหตุใดๆ หรือเพื่อผลใดๆ การฆ่าเป็นบาปมหันต์ คนไทยจะฆ่ากันไม่ได้อีกต่อไป





