<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title></title>
	<atom:link href="http://thaicivicnet.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaicivicnet.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 11 Aug 2010 05:45:45 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet) ประชุมหาแนวทางปฎิรูปประเทศไทย</title>
		<link>http://thaicivicnet.com/blog/2010/08/11/%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92/</link>
		<comments>http://thaicivicnet.com/blog/2010/08/11/%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Aug 2010 04:51:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความเคลื่อนไหวภาคพลเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaicivicnet.com/?p=261</guid>
		<description><![CDATA[


ที่มา :  หน้าข่าว สถาบันการจัดการระบบสุขภาพ (สจรส.มอ.)
วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓ (นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์ และ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ) * ร่วม กับพี่น้องเครือข่ายแกนนำประชาสังคมร่วมกันประชุมหารือ แนวทางการปฎิรูปประเทศไทยในภาวะวิกฤตของประเทศ โดยให้ทุกคน Cheek in แลกเปลี่ยนปัญหาในพื้นที่และการเมืองไทยขณะนี้เป็นอย่างไร

ในวงได้สะท้อนสภาพปัญหาใน ๕๐ ปีที่ผ่านมาจากการมองของโลก ได้มองประเทศมีการคอรัปชั่นของนักการเมืองทุกระดับและข้าราชการบางหน่วยงาน มาโดยตลอด เลยทำให้มีการเหลื่อมล้ำของชนชั้นเป็นสาเหตุของความแตกแยกและความยากจนของคน ในชนบท ดังนั้นการปฎิรูปประเทศครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญเป็น อย่างมาก ฉนั้นเครือข่ายประชาสังคมองค์กรเครือข่ายทั่วประเทศต้องระดมสมองกันเป็น เรื่องใหญ่ให้เป็นวาระของประชาชนจริงไม่ใช่ไปตอบสนองนักการเมืองอีกต่อไป ในวงได้ทบทวนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ว่าได้มีการจัดตั้งองค์อิสระขึ้นหลายองค์กร ถามว่าแต่ละองค์ได้ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญหรือเปล่า หรือไปรับใช้นักการเมืองขี้โกงดังนั้นบัดนี้เราต้องทบทวนองค์กรอิสระบาง องค์กรว่า ควรยุบทิ้งเสียบ้างเพื่อตัดช่องทางการหากินของนักการเมืองและงบประมาณที่ จ้างเงินแพง คนเดือนละหลายแสนแต่ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญให้อำนาจแต่กลับ ไปช่วยนักการเมืองคอรัปชั่น
ที่ประชุมได้เสนอแนวทางการปฎิรูปประเทศไทยเบื้องต้นว่า ต้องลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเช่นด้านกระบวนการยุติธรรม , คนจนคนรวย , การถือครองที่ดินของคนรวย , วัฒนธรรมองค์กรรัฐ/เอกชน , องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ , สื่อต่าง ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaicivicnet.com/files/2010/08/ldi.jpg"><a href="http://thaicivicnet.com/files/2010/08/ldi1.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-269" title="ldi" src="http://thaicivicnet.com/files/2010/08/ldi1.jpg" alt="" width="429" height="289" /></a><br />
</a></p>
<p><a href="http://thaicivicnet.com/files/2010/08/ldi.gif"><br />
</a>ที่มา :  หน้าข่าว <a href="http://www.southhsri.psu.ac.th/?paper/185">สถาบันการจัดการระบบสุขภาพ (สจรส.มอ.)</a></p>
<p>วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓ (นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์ และ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ) * ร่วม กับพี่น้องเครือข่ายแกนนำประชาสังคมร่วมกันประชุมหารือ แนวทางการปฎิรูปประเทศไทยในภาวะวิกฤตของประเทศ โดยให้ทุกคน Cheek in แลกเปลี่ยนปัญหาในพื้นที่และการเมืองไทยขณะนี้เป็นอย่างไร</p>
<p><span id="more-261"></span></p>
<p>ในวงได้สะท้อนสภาพปัญหาใน ๕๐ ปีที่ผ่านมาจากการมองของโลก ได้มองประเทศมีการคอรัปชั่นของนักการเมืองทุกระดับและข้าราชการบางหน่วยงาน มาโดยตลอด เลยทำให้มีการเหลื่อมล้ำของชนชั้นเป็นสาเหตุของความแตกแยกและความยากจนของคน ในชนบท ดังนั้นการปฎิรูปประเทศครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญเป็น อย่างมาก ฉนั้นเครือข่ายประชาสังคมองค์กรเครือข่ายทั่วประเทศต้องระดมสมองกันเป็น เรื่องใหญ่ให้เป็นวาระของประชาชนจริงไม่ใช่ไปตอบสนองนักการเมืองอีกต่อไป ในวงได้ทบทวนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ว่าได้มีการจัดตั้งองค์อิสระขึ้นหลายองค์กร ถามว่าแต่ละองค์ได้ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญหรือเปล่า หรือไปรับใช้นักการเมืองขี้โกงดังนั้นบัดนี้เราต้องทบทวนองค์กรอิสระบาง องค์กรว่า ควรยุบทิ้งเสียบ้างเพื่อตัดช่องทางการหากินของนักการเมืองและงบประมาณที่ จ้างเงินแพง คนเดือนละหลายแสนแต่ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญให้อำนาจแต่กลับ ไปช่วยนักการเมืองคอรัปชั่น</p>
<p>ที่ประชุมได้เสนอแนวทางการปฎิรูปประเทศไทยเบื้องต้นว่า ต้องลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเช่นด้านกระบวนการยุติธรรม , คนจนคนรวย , การถือครองที่ดินของคนรวย , วัฒนธรรมองค์กรรัฐ/เอกชน , องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ , สื่อต่าง ๆ , พร้อมกับเสนอให้รัฐบาลและเครือข่ายมีการถอดบทเรียนสังคมและการเรียนรู้ของ สังคมกับเหตุการณ์ , งานวิจัยดึง สกว. ให้มาร่วมด้วยต้องกระชับพื้นที่ทำงานให้ชุมชนเข้มแข็ง แล้วค่อยขยายวงกว้างแบบมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศและมีการติดตาม ประเมินผล</p>
<p>สรุปหลังจากประชาชนจะเป็นผู้บอกหรือเสนอว่า ประชาชนจะปฎิรูปดังต่อไปนี้ไม่ใช่ให้รัฐบาลทำอย่างนั้นทำอย่างนี้อีกแล้ว แต่ต้องเสนอให้รัฐสนับสนุนประชาชนที่เสนอมาว่ าเขาจะทำอะไรอย่างให้รัฐหนุนเสริมไม่ใช่รัฐทำอีกแล้ว สุดท้ายนัดประชุมเวิร์ดช๊อบใหญ่วันที่ ๖-๘ สิงหาคม ๒๕๕๓ นี้อีกครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicivicnet.com/blog/2010/08/11/%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมบทบาทของปัญญาชนสาธารณะจึงเสื่อมถอยลง?</title>
		<link>http://thaicivicnet.com/blog/2010/07/15/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%98/</link>
		<comments>http://thaicivicnet.com/blog/2010/07/15/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%98/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Jul 2010 07:57:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องราวน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaicivicnet.com/?p=253</guid>
		<description><![CDATA[แปลโดย ภัควดี  จาก Benedict Anderson, “Why is the role of Public Intellectuals in decline?” 
ปาฐกถาเพื่อฉลองวาระครบรอบ 10 ปีโครงการ Public Intellectuals Project ของ Nippon Foundation ที่มหาวิทยาลัย Ateneo de Manila, 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ที่มาของบทความ 
ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเพลิดเพลินกับการอ่านเอกสารวิชาการ ประจำปีของมูลนิธิ Nippon Foundation  งานเขียนส่วนใหญ่ให้ความรู้เปิดหูเปิดตา ไม่ใช่แค่ในด้านคุณภาพเท่านั้น แต่ ยังรวมถึงความกว้างขวางในการเปรียบเทียบ และประตูที่เปิดออกสู่เครือข่าย ประชาชนมากมายหลายเครือข่าย ซึ่งใส่ใจเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของนโยบายรัฐที่ มีมากมายเป็นบัญชีหางว่าว กระนั้นก็ตาม โดยรวมแล้ว งานเขียนเหล่านี้สะกิดความไม่สบายใจบางอย่างขึ้นมาในใจผม คงเป็นเพราะผมเคยใช้เวลาหลายปีใน มหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการที่เรียกกันว่า “นักรัฐศาสตร์”

ทศวรรษที่ผ่านมา กล่าวคือ ค.ศ. 1998-2008 (พ.ศ. 2541-2551)  เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหลาย  ๆด้าน ไม่เพียงเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มูลนิธิ Nippon Foundation  สนใจศึกษาเท่านั้น แต่รวมถึงโลกทั้งหมดด้วยทศวรรษนี้ลงเอยด้วยวิกฤตการณ์ทาง เศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกครั้งร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แปลโดย ภัควดี  จาก <strong>Benedict Anderson, “Why is the role of Public Intellectuals in decline?” </strong></p>
<p>ปาฐกถาเพื่อฉลองวาระครบรอบ 10 ปีโครงการ Public Intellectuals Project ของ Nippon Foundation ที่มหาวิทยาลัย Ateneo de Manila, 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553</p>
<p><a href="http://wwisartsakul.wordpress.com/2010/07/12/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%9A/">ที่มาของบทความ </a></p>
<p>ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเพลิดเพลินกับการอ่านเอกสารวิชาการ ประจำปีของมูลนิธิ Nippon Foundation  งานเขียนส่วนใหญ่ให้ความรู้เปิดหูเปิดตา ไม่ใช่แค่ในด้านคุณภาพเท่านั้น แต่ ยังรวมถึงความกว้างขวางในการเปรียบเทียบ และประตูที่เปิดออกสู่เครือข่าย ประชาชนมากมายหลายเครือข่าย ซึ่งใส่ใจเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของนโยบายรัฐที่ มีมากมายเป็นบัญชีหางว่าว กระนั้นก็ตาม โดยรวมแล้ว งานเขียนเหล่านี้สะกิดความไม่สบายใจบางอย่างขึ้นมาในใจผม คงเป็นเพราะผมเคยใช้เวลาหลายปีใน มหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการที่เรียกกันว่า <em>“นักรัฐศาสตร์”</em></p>
<p><span id="more-253"></span></p>
<p>ทศวรรษที่ผ่านมา กล่าวคือ ค.ศ. 1998-2008 (พ.ศ. 2541-2551)  เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหลาย  ๆด้าน ไม่เพียงเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มูลนิธิ Nippon Foundation  สนใจศึกษาเท่านั้น แต่รวมถึงโลกทั้งหมดด้วยทศวรรษนี้ลงเอยด้วยวิกฤตการณ์ทาง เศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกครั้งร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจ ตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) เมื่อทศวรรษ  1930 และเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในภูมิภาค นี้เมื่อค.ศ. 1997-1998 (พ.ศ. 2540-2541)</p>
<p>กล่าวในด้านการเมืองนั้น ทศวรรษนี้เริ่มต้นด้วยการปะทุขึ้นมาของการเมือง แบบปฏิรูปที่น่าชื่นชม แต่ลงท้ายอย่างน่าผิดหวังด้วยการลงหลักปักฐานของ ระบอบคณาธิปไตยในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศไทยและมาเลเซียในทุกประเทศ ที่กล่าวมานี้ ระดับของความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวด เร็ว มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง และการที่รัฐเข้าไปควบคุมสื่อ มวลชนนับวันจะยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>สิ่งที่สะดุดใจผมเมื่ออ่านเอกสารจำนวนมากในรายงานประจำปีของมูลนิธิก็ คือ ความปั่นป่วนวุ่นวายทั้งหมดนี้กลับแทบไม่ปรากฏให้เห็นเลย ลองยกประเทศ ไทยเป็นตัวอย่าง ตอนนี้ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เข้ม ข้นยาวนาน ซึ่งมีสัญญาณส่อเค้าให้เห็นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นศตวรรษใหม่แต่ เอกสารเกี่ยวกับประเทศไทยแทบไม่เอ่ยชื่อของทักษิณชินวัตร ปัญหาของสถาบัน กษัตริย์ หรือปัญหาอันน่าขมขื่นของการก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมพูดภาษามลายูในเอกสารเหล่านี้ไม่มีคำเตือนถึงการ เกิดขึ้นของขบวนการคนเสื้อแดงที่เราอ่านเจอทุกวันในหน้าหนังสือพิมพ์ เรา สามารถอ่านเอกสารเกือบทั้งหมดเกี่ยวกับฟิลิปปินส์ โดยไม่ได้ความเข้าใจอะไร เลยเกี่ยวกับความหายนะที่เกิดจากการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนางกลอเรียมา คาปากัล อาร์โรโย ฯลฯ</p>
<p><strong>ทำไมจึงเป็นเช่นนี้</strong><strong>?</strong></p>
<p>เราอาจเริ่มต้นที่ความเสื่อมถอยระยะยาวของจารีตปัญญาชนสาธารณะ ซึ่งมีผู้ อ่านหรือผู้ชมคือสาธารณชนทั่วไปในช่วงทศวรรษ 1960 และ  1970 ปัญญาชนสาธารณะที่มีอิทธิพลมากที่สุดในฟิลิปปินส์คือเรนาโต  คอนสตันติโน (Renato  Constantino) เขาเขียนงานด้านประวัติศาสตร์ไว้มากมาย โดยมีบุคลิกแบบชาติ นิยมฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจน และแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงต่อสิ่งที่เขา เรียกว่า “จิตใจแบบอาณานิคม”  ที่ตกค้างอยู่ในเพื่อนร่วมชาติเขาไม่ใช่คนเดียวที่มีลักษณะแบบนี้ ยก ตัวอย่างเช่น วิลเลียม เฮนรี สกอตต์ (William Henry Scott)  ชาวอเมริกันโปรเตสแตนท์ ก็เขียนหนังสือที่มีอิทธิพลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ยุคต้นของฟิลิปปินส์ และการละเมิดสิทธิ์ชนเผ่ากลุ่มน้อยในเขตกอร์ดีเยราของ เกาะลูซอน ทั้งสองคนนี้ไม่ใช่นักวิชาการหรือนักหนังสือพิมพ์อาชีพ ทุก วันนี้ คนที่มีบารมีแบบนี้แทบไม่มีเหลืออีกแล้วไม่มีชาวอินโดนีเซียคนไหนที่ มีผลงานยิ่งใหญ่เทียบชั้นได้กับปรามูเดีย อนันตา ตูร์ผู้ล่วงลับ ทั้ง  ๆที่ปรามูเดียเรียนไม่จบไฮสกูลด้วยซ้ำ แต่เขาฝากผลงานนวนิยายและเรื่องสั้น อันวิเศษไว้ให้แก่สาธารณชน ถึงแม้ต้องใช้เวลาถึง 13  ปีอยู่ในคุก จนถึงบัดนี้ เขาก็ยังไม่มีผู้สืบทอด</p>
<p>ในประเทศไทย สุลักษณ์  ศิวรักษ์คือนักวิจารณ์สังคม-การเมืองที่มีอิทธิพลที่สุดในประเทศมาหลาย ทศวรรษ และโดนข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายต่อหลายครั้ง สุลักษณ์ไม่มี ตำแหน่งทางวิชาการและไม่ใช่นักหนังสือพิมพ์ ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงวัยเจ็ดสิบ ปีและไม่มีผู้สืบทอดที่ชัดเจน</p>
<p>มาเลเซียมีคนแบบนี้อยู่คนหนึ่ง ซึ่งยังค่อนข้างหนุ่ม เป็นนักเสียด สี บรรณาธิการ นักเขียนความเรียงและนักสร้างภาพยนตร์ที่โดดเด่น เขาชื่ออามี ร์มูฮัมมัด (Amir Muhammad)  ก็อีกนั่นแหละ เขาไม่ใช่นักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์หรือข้าราชการแต่เขาก็ ค่อนข้างโดดเดี่ยวเช่นกัน</p>
<p>เพื่อน  ๆคงสังเกตเห็นแล้วว่า ผมจงใจเน้นย้ำการขาดหายไปของอาชีพนักวิชาการ จาก ประเด็นนี้ ผมต้องการชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งสองประการ ซึ่งทำ ให้การดำรงอยู่ของปัญญาชนสาธารณะเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ประการแรกคือ การ สร้างความเป็นวิชาชีพของมหาวิทยาลัย โดยใช้แนวทางตามอย่างอเมริกัน ซึ่งหยิบ ยืมลอกแบบมาจากเยอรมนีสมัยศตวรรษที่ 19 อีกทีหนึ่งการสร้างความเป็นวิชาชีพ  (professionalisation)  นี้เริ่มก่อตัวขึ้นมาจากการแยกสาขาวิชาอันกลายมาเป็นสถาบันที่ทรงพลัง กล่าว อีกนัยหนึ่งคือ การแบ่งแยกความรู้และการศึกษาออกเป็นส่วนๆ  ตามตรรกะของการแบ่งงานกันทำการแบ่งแยกเช่นนี้กีดกันไม่ให้นักประวัติศาสตร์ สนใจมานุษยวิทยาหรือนักเศรษฐศาสตร์สนใจสังคมวิทยา แต่มันมีความหมายอีกนัย หนึ่งว่า ผู้อาวุโสในสาขาวิชาต่างๆ  จะมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดชี้ชะตาความสำเร็จทางวิชาการของนักวิชาการรุ่น ใหม่ ๆด้วย</p>
<p>อนึ่ง การสร้างความเป็นวิชาชีพยังส่งเสริมการพัฒนาศัพท์เทคนิคที่เข้าใจ กันเฉพาะในหมู่นักวิชาการที่อยู่ในสาขาวิชาเดียวกัน นี่หมายความว่ามันยิ่ง ทำให้นักวิชาการเขียนให้นักวิชาการด้วยกันเองอ่าน ตีพิมพ์ใน  “วารสารทางวิชาการ”  และในสื่อสิ่งพิมพ์ของมหาวิทยาลัยแนวโน้มเช่นนี้ทำให้สาธารณชนทั่วไปถูกกีด กันออกไปมากขึ้นเรื่อย  ๆการเขียนหนังสือให้คนทั่วไปอ่านมักถูกตีตราว่าตื้นเขินและไม่มีความเป็น วิทยาศาสตร์ ภาษาที่สละสลวยได้รับการยกย่องน้อยลงๆ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม อเมริกามีลักษณะเฉพาะในบางแง่มุม ประการแรกสุด อเมริกาไม่ มีมหาวิทยาลัยรัฐในระดับชาติ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆเกือบทุกประเทศทั่ว โลก มหาวิทยาลัยระดับสุดยอดของอเมริกาเกือบทั้งหมดเป็นมหาวิทยาลัย เอกชน ประการที่สอง อเมริกาพัฒนามหาวิทยาลัยขึ้นมาหลายพันแห่งเพื่อตอบสนอง ต่อความต้องการของมหาชน ในยุคสมัยที่ถือกันว่าปริญญาบัตรคือเงื่อนไขในการหา งานรายได้ดี ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยประการที่สาม ประเทศนี้มีจารีต ยาวนานของความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อปัญญาชนมหาวิทยาลัยโดยรวม นั่นหมายความ ว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัยเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอิทธิพลเชื่อมโยงกับชน ชั้นนำทางการเมืองหรือสื่อมวลชน</p>
<p>แต่ตัวอย่างของอเมริกาก็มีอิทธิพลอย่างยิ่งนับตั้งแต่ทศวรรษ 1950  เป็นต้นมา สืบเนื่องจากการครองความเป็นใหญ่ในโลกระหว่างและหลังจากสงคราม เย็นเยาวชนหลายหมื่นคนจากหลาย ๆ ส่วนของโลกที่เรียกว่า “โลกเสรี”  ได้รับเชิญให้มาศึกษาต่อขั้นสูงที่อเมริกา และได้รับทุนอุดหนุนเหลือเฟือจาก มูลนิธิเอกชนและหน่วยงานรัฐเมื่อกลับไปบ้าน คนหนุ่มสาวเหล่านี้มักเจริญรอย ตามตัวอย่างของอาจารย์และสร้างชีวิตมหาวิทยาลัยขึ้นมาตามต้นแบบ โดยมักได้ รับการสนับสนุนทางการเงินและการเมืองจากอเมริกาเป็นอย่างมาก แต่พวกเขาก็ ประกอบภารกิจนี้ได้เพียงบางส่วน อันเนื่องมาจากลักษณะของสังคมบ้านเกิดของคน หนุ่มสาวเหล่านี้</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยระดับสุดยอดมักเป็น ของรัฐ และคณาจารย์เป็นข้าราชการในแบบใดแบบหนึ่ง มีจารีตยาวนานของการเคารพ ผู้มีการศึกษาสูง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากระเบียบสังคมทั้งในยุคก่อนอาณานิคมและ ยุคอาณานิคมความเคารพต่อผู้มีการศึกษาสูงนี้ได้รับการตอกย้ำจากการมีเส้นสาย เชื่อมโยงกับรัฐอย่างเหนียวแน่นอาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถเข้าถึงชนชั้นนำทาง การเมืองและสื่อมวลชนในลักษณะที่นึกคิดแทบไม่ออกเลยในสหรัฐอเมริกาในอีกด้าน หนึ่ง สถานะทางสังคมของพวกเขามักสวนทางกับการสนับสนุนทางการเงินที่พวกเขา ได้รับ ในสหรัฐอเมริกาอาจารย์มหาวิทยาลัยได้รับค่าตอบแทนสูงมาก ศาสตราจารย์ อาวุโสหลายคนมีรายได้ถึง 100,000 ดอลลาร์ (3.2  ล้านบาท)ขึ้นไปต่อปี ตรงกันข้าม ในอุษาคเนย์นั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยมีราย ได้ต่ำ จึงต้องหาทางออกด้วยการรับงานโครงการวิจัยของรัฐที่ไร้ประโยชน์ หา ลำไพ่พิเศษด้วยการสอนที่มหาวิทยาลัยอื่น เก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์และอาศัย ช่องทางต่างๆ ในสื่อมวลชน  เช่น เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ ทำรายการทีวีฯลฯ อาจารย์เหล่านี้จึงมัก ละเลยหรือไม่สนใจนักศึกษา หรือไม่ก็ปฏิบัติต่อนักศึกษาแบบราชการนักวิชาการ จำนวนไม่น้อยไม่ยอมสอนหนังสือเลย แต่เลือกไปกินตำแหน่งในสถาบันวิจัยที่แทบ ไม่มีผลงานใดๆนี่คือเหตุผลที่นักศึกษาเก่งๆ  จำนวนมากมักศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองและดูแคลนอาจารย์เพียงในนามเหล่านี้</p>
<p>ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ นักวิชาการหลายคนจึงแสวงหาความสำเร็จด้วยการเข้า ข้างชนชั้นนำทางการเมือง หรือไม่ก็แข่งขันแย่งชิงทุนจากหน่วยงานต่างๆ  ของประเทศร่ำรวย ซึ่งก็มีวาระแฝงเร้นของตนเองแนวโน้มแบบนี้มีข้อเสียในตัว มันเอง ผมจำได้ดีถึงเจ้าหน้าที่สตรีผู้ขยันขันแข็งอย่างยิ่งคนหนึ่ง ซึ่งคอย จัดการการให้ทุนของมูลนิธิโตโยต้าแก่สถาบันการศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ เธอบอกว่าเธอรู้สึกตกใจจริงๆที่พบว่า นักวิชาการชาวฟิลิปปินส์ที่มาร่วม การประชุมสัมมนาที่มูลนิธิเป็นผู้สนับสนุนให้จัดขึ้นพวกเขาไม่เพียงคาดหวัง ว่ามูลนิธิต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่ถึงขนาดเรียกร้องเงินสด ตอบแทนการมาร่วมประชุมด้วย เงินตอบแทนมักถูกใช้ไปกับการช้อปปิ้งสินค้าราคา แพง</p>
<p>การหาลำไพ่พิเศษกับสื่อมวลชนก็มีปัญหาในแบบของมันการออกทีวีได้รับค่าตอบ แทนดี แต่ไม่ว่าใครก็มักมีเวลาไม่เกิน 5  นาที ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอธิบายสาระสำคัญอะไรได้การเขียนคอลัมน์อย่างน้อย ที่สุดก็ช่วยกระตุ้นให้นักวิชาการเขียนให้สาธารณชนในวงกว้างอ่าน แต่นัก วิชาการที่จริงจังย่อมไม่สามารถเขียนอะไรออกมาได้ทุกสัปดาห์ โดยไม่พูดซ้ำ ซากวนไปวนมา หรือพูดถึงแต่ตัวเอง แถมยังต้องเชื่อฟังคำชี้นำของบรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์อีกต่างหาก นักวิชาการเหล่านี้กลายเป็น ลูกจ้าง ลูกจ้างของรัฐ ของมูลนิธิต่างประเทศ หรือไม่ก็เป็นลูกจ้างของเจ้า พ่อหนังสือพิมพ์และผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึง มีเวลาน้อยมากที่จะทำงานวิจัยอย่างจริงจัง เขียนหนังสือที่มีความสำคัญ หรือ ท้าทายอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง มิหนำซ้ำ พวกเขายังปิดหูปิดตาตัวเองอย่าง ประหลาดด้วย</p>
<p>ผมขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง สองสามปีก่อน ผมไปบรรยายที่ มหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯให้อาจารย์และนักศึกษาราว 300  คนฟัง ในระหว่างการบรรยายนั้น ผมกล่าวยืดยาวพอควรเกี่ยวกับอัจฉริยะแท้จริง คนแรกที่ประเทศไทยผลิตขึ้นมานับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 นั่นคือ  นักสร้างภาพยนตร์ชั้นยอดอย่างอภิชาติพงศ์วีระเศรษฐกุล ซึ่งได้รับรางวัลใหญ่ สองรางวัลที่เมืองคานส์ในช่วงเวลาแค่สามปี อีกทั้งยังได้รับรางวัลมากมาย ทั่วทั้งโลกภาพยนตร์ด้วยในตอนท้าย ผมถามผู้ฟังว่าใครเคยได้ยินชื่ออภิชาติ พงศ์ขอให้ยกมือขึ้น มีคนยกมือประมาณ 10  คน เป็นนักศึกษาทั้งหมด มีกี่คนที่เคยดูภาพยนตร์ของเขา? มีประมาณ 6  คน นักศึกษาทั้งหมดเช่นกัน</p>
<p>ชั่วขณะนั้นเองที่ผมตระหนักถึงการปิดหูปิดตาตัวเองอย่างโง่เขลาของเหล่า อาจารย์ทั้งหลาย ซึ่งคงดูแต่หนังฮอลลีวู้ด และความหยิ่งจองหองของพวกเขา ก็ นักสร้างภาพยนตร์ไม่มีปริญญามหาวิทยาลัยน่ะสิ! แทบไม่มีสะพานเชื่อมระหว่าง อาจารย์กับนักสร้างภาพยนตร์ นักเขียนนวนิยายและจิตรกรฯลฯ ไม่น่าแปลกใจที่ นักสร้างภาพยนตร์และนักเขียนนวนิยายเองก็มีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีนักต่อ อาจารย์มหาวิทยาลัยมีเพียงนักศึกษาที่ยังไม่มีวิชาชีพเท่านั้นที่เชื่อมโยง ระหว่างโลกทั้งสอง ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นเหตุผลบางประการว่าทำไมเราจึงไม่ ค่อยพบปัญญาชนสาธารณะในมหาวิทยาลัย ถึงแม้มีข้อยกเว้นสำคัญอยู่เสมอก็ตาม ความเป็นวิชาชีพ สถานะข้าราชการ ความใกล้ชิดกับชนชั้นนำทางการเมือง ความไร้ วัฒนธรรม การดูถูกดูแคลนนักศึกษา ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบที่มี บทบาททั้งสิ้น</p>
<p>แต่เราไม่สามารถกล่าวโทษมหาวิทยาลัยโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมของมัน ผม จึงขอกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญประการที่สองที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ ของปัญญาชนสาธารณะ ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจนิยามได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่เปลี่ยน ไปของชนชั้นนำและวิธีการที่พวกเขาใช้ประโยชน์จากอำนาจรัฐ</p>
<p>เรื่องแรกที่น่าสังเกตคือค่านิยมของชนชั้นนำที่มักส่งลูกหลานเรียนชั้น ประถมและมัธยมในโรงเรียนที่เรียกว่า “โรงเรียนนานาชาติ”  ในประเทศของตัวเอง จากนั้นก็ส่งไปต่างประเทศเพื่อทำปริญญาในสาขาต่าง  ๆส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ และอังกฤษ ตลอดจนฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์  ฯลฯทัศนคติเช่นนี้มีความหมายชัดเจนคือความไม่แยแสหรือถึงขั้นดูถูกสถาบันการ ศึกษาในประเทศของตัวเอง ด้วยเหตุผลนี้ ชนชั้นนำจึงไม่ค่อยมีความสะดุ้ง สะเทือนกับอิทธิพลทางการเมืองที่แทรกแซงชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างหนัก ถึงที่ สุดแล้ว มีแต่ปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศเท่านั้นที่มีเกียรติภูมิ อย่างแท้จริง</p>
<p>สถานการณ์นี้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยได้เอกราชใหม่ๆ เมื่อทุก คนภาคภูมิใจกับโรงเรียนของตัวเอง และครูบาอาจารย์ก็ยังเป็นที่เคารพ ยกย่อง พวกลูกหลานชนชั้นนำไปเรียนอะไรมา ถ้าหากว่าพวกเขายอมเรียนหนังสือ บ้าง?  คุณแน่ใจได้เลยว่าปริญญาบัตรส่วนใหญ่ที่พวกเขาได้มามักเป็นสาขาวิชาชีพเชิง พาณิชย์ เช่น บริหารธุรกิจ การตลาด เศรษฐศาสตร์ไอที ฯลฯ ไม่ใช่ประวัติ ศาสตร์ วรรณคดี มานุษยวิทยาหรือจิตวิทยาแน่  ๆเพราะสาขาวิชาเหล่านี้มักถูกมองว่า “ไร้ประโยชน์”  และไม่ตรงกับความต้องการสำหรับ  “ลูกหลานของเรา” ซึ่งจะต้องกลับมาสืบทอดตำแหน่งของพ่อแม่ในระบบการเมืองที่ การเล่นพรรคเล่นพวกได้รับการส่งเสริมอย่างไร้ยางอายมากขึ้นทุกทีๆ</p>
<p>เกร็ดเล็ก ๆ น้อย  ๆ: ครั้งล่าสุดที่ผมได้คุยกับอามีร์มูฮัมมัด เขาบอกผมว่า สำนักพิมพ์เล็ก  ๆของเขาเพิ่งตีพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นของนักเขียนเกย์และเลสเบี้ย น เนื่องจากทราบดีว่า มาเลเซียมีกฎหมายลงโทษความสัมพันธ์ทางเพศที่ “อปกติ”  ค่อนข้างหนักหน่วงทีเดียว ผมจึงถามเขาว่า เขาไม่กริ่งเกรงการลงโทษหรือ “ไม่ เลย” เขาพูดกลั้วหัวเราะ “ชนชั้นปกครองของเราไม่เคยอ่านหนังสือ อย่างมากก็ อ่านแค่คำแนะนำด้านนโยบายสองหน้ากระดาษกับหนังสือพิมพ์เท่านั้น อีกอย่าง หนึ่ง หนังสือเล่มนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งพวกเขาก็ไม่ค่อยถนัดอยู่แล้ว”</p>
<p>ตัวอย่างที่สะท้อนภาพให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในยุค เผด็จการยาวนานของซูฮาร์โต ในค.ศ. 1978 (พ.ศ.  2521) มีเหตุการณ์ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศลุกฮือขึ้นแข็งข้อต่อ รัฐบาล ซึ่งก็ถูกปราบปรามลงอย่างรวดเร็วผู้นำทางปัญญาส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่ มีความเกี่ยวข้องกับสถาบัน Technical Institute of Bandung  (ในภาษาอินโดนีเซียคือ Institut Teknologi Bandung–ITB)  อันทรงเกียรติ แต่ในการลุกฮือขึ้นต่อต้านซูฮาร์โตใน ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541)  หรืออีกยี่สิบปีต่อมา สถาบันนี้กลับไม่หลงเหลือบทบาทและไม่ทำอะไร เลย ทำไม? เหตุผลนั้นง่ายมาก ซูฮาร์โตต้องการการพัฒนาโดยไม่ต้องพะวงกับ เสียงคัดค้าน รัฐบาลของเขาจึงจ้างบัณฑิตจาก ITB  จำนวนมาก และมักส่งไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาทำงานในกระทรวง ต่าง  ๆที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ซึ่งต่อมาไม่นาน กระทรวงเหล่านี้ก็ขึ้นชื่อฉาวโฉ่ ในด้านการเล่นพรรคเล่นพวกและการคอร์รัปชั่นผู้นำเผด็จการรู้ดีว่าคนเหล่านี้ ไม่ใช่ภัยคุกคาม พวกเขาไม่มีฐานทางการเมืองหรือต้นทุนทางศีลธรรมในสังคม อินโดนีเซียอีกแล้วนักศึกษาที่มาแทนที่คนเหล่านี้มาจากมหาวิทยาลัย  “ชั้นสอง” ซึ่งมักเป็นมหาวิทยาลัยด้านศาสนาและมหาวิทยาลัยเอกชน</p>
<p>รัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อผมยื่นขอวีซ่าสำหรับนักวิจัยใน ค.ศ. 1961  (พ.ศ.  2504) ผมต้องรอถึงเก้าเดือนกว่าวีซ่าจะได้รับอนุมัติ เหตุผลหลักคือความ เกียจคร้านของระบบราชการ แต่ก็มีความกลัวที่เข้าใจได้ด้วยว่า นักวิจัยต่าง ชาติ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาอาจเป็นสายลับของซีไอเอภายใต้รัฐบาลซูฮา ร์โต ซึ่งเป็นคนโปรดของสหรัฐฯ มีความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สถานการณ์แย่ยิ่ง กว่านั้น รัฐบาลซูฮาร์โตต้องการมีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จเหนือนักศึกษาต่าง ชาติทุกคน โดยสั่งห้ามไม่ให้ศึกษาเรื่องอะไรก็ตามที่รัฐบาลถือว่า  “อ่อนไหว” การควบคุมนี้อยู่ภายใต้หน่วยสืบราชการลับของรัฐ โดยอาศัยหน้าฉาก ของสถาบันที่เคยดูเหมือนใจกว้าง นั่นคือ สถาบัน Indonesian Institute for  the Sciences (ภาษาอินโดนีเซียคือ Lembaga Ilmu Pengetahuan  Indonesia—LIPI) ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการของรัฐ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนี้คือ นักวิจัยที่รัฐไว้วางใจ ซึ่งแทบไม่เคยสอนนักศึกษาและมีความเชื่อมโยงกับนัก ศึกษาน้อยมาก เทคนิคการบริหารจัดการแบบนี้แพร่ไปถึงมาเลเซียและประเทศ ไทย และมีบ้างเล็กน้อยในฟิลิปปินส์อำนาจการยับยั้งของหน่วยงานสืบราชการลับ ในประเทศเหล่านี้มีมากถึงขนาดที่นักศึกษาที่มาขอวีซ่าวิจัยต้องหันไปหา โครงการที่ปลอดภัยไม่มีพิษมีภัย หรือไม่ก็เรียนรู้วิธีการโกหกอย่างฉลาดปราด เปรื่อง</p>
<p>นักศึกษาต่างประเทศส่วนใหญ่ได้รับเงินทุนจากมูลนิธิเอกชนหรือรัฐบาลใน ต่างประเทศ สถาบันเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันสัญชาติอเมริกัน ญี่ปุ่น ดัท ช์ อังกฤษ ฝรั่งเศสแคนาดา  ฯลฯต่างก็มีเป้าหมายระยะยาวในใจ และมีนักศึกษาหลายสิบหรืออาจถึงหลายร้อยคน ที่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันดังกล่าวรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่ง มีผลประโยชน์มากมายทับซ้อนอยู่ในประเทศต่าง  ๆ เช่นอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย ย่อมต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความ บาดหมางกับรัฐบาลในประเทศนั้นๆมูลนิธิเอกชนก็เผชิญปัญหาคล้าย  ๆกัน กล่าวคือ ทำอย่างไรจะกระตุ้นให้เกิดงานวิจัยที่ดี ในขณะเดียวกันก็ไม่ สร้างความขุ่นเคืองหรือไม่พอใจต่อกลไกรัฐถ้ากล้าหาญเกินไป ก็อาจถูกสั่ง ห้าม โครงการถูกสกัดขัดขวาง ความสัมพันธ์ที่มีกับกระทรวงการต่าง ประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ และเหนืออื่นใดคือหน่วยสืบราชการลับทั้งหลาย เป็น เรื่องที่ต้องอาศัยลูกล่อลูกชนอย่างมากภายใต้ความกดดันเช่นนี้ เป็นเรื่อง เข้าใจได้ที่หน่วยงานและมูลนิธิเหล่านี้รู้สึกจำเป็นต้องรอบคอบระแวดระวัง และอนุรักษ์นิยม ดังนั้น เห็นได้โดยง่ายว่า เหตุใดโครงการที่มีจุดมุ่งหมาย ที่ดีมักไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อปัญญาชนสาธารณะ แต่มักเน้นโครงการวิจัยแบบเท คโนแครตหรือโครงการขนาดเล็กๆที่ไม่น่าจะสร้างปัญหา ทั้งต่อหน่วยงานและ มูลนิธิเอง รวมทั้งเยาวชนที่พวกเขาส่งเสริมและให้ทุนสนับสนุนด้วย</p>
<p>ภายในรัฐหรือกลุ่มพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับรัฐ มักมีกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจ ในการยับยั้ง  (veto-groups) ซึ่งเราควรให้ความสนใจผมขอยกตัวอย่างจากแต่ละประเทศในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการศึกษาของมูลนิธิ Nippon  Foundation ในอินโดนีเซีย กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งกลุ่มสำคัญคือกอง ทัพและนักการเมืองมุสลิม ผมคิดไม่ออกเลยว่ามีหนังสือดีๆ  ที่เขียนเกี่ยวกับกองทัพอินโดนีเซีย  (ในระดับชาติ)สักเล่มเดียวตีพิมพ์ออกมาในช่วง 30  ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเขียนโดยนักวิชาการชาวอินโดนีเซียหรือชาวต่าง ประเทศ งานเขียนที่ดีที่สุดส่วนใหญ่เท่าที่มีอยู่มาจากโลกของเอ็นจี โอ เช่น องค์กรนิรโทษกรรมสากล องค์กร Indonesia Watch  ตลอดจนเอ็นจีโอท้องถิ่นเล็กๆ แต่งานเขียนเหล่านี้ไม่เป็นระบบมากนักและมัก เน้นไปที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับต่างๆ และในท้องที่ต่าง  ๆมากกว่า แต่การศึกษาอาณาจักรธุรกิจอันกว้างใหญ่ของกองทัพ ทั้งที่ถูกกฎหมาย และผิดกฎหมาย เป็นเรื่องต้องห้ามไม่มากก็น้อยคุณอาจคิดว่า มันน่าสนใจที่จะ ศึกษาสภาพการณ์อันแปลกประหลาดของอินโดนีเซีย ประเทศที่อ้างว่ามีคนมุสลิมถึง   90% แต่คะแนนเสียงรวมกันของพรรคการเมืองมุสลิมทั้งหมดในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยเกินครึ่ง หรือทำไมทั้งๆที่อิทธิพลของศาสนาอิสลามเพิ่มขึ้นอย่างเห็น ได้ชัดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่เกียรติภูมิของนักการเมืองมุสลิมกลับตกต่ำ อย่างที่สุด? มีแต่ความเงียบเป็นคำตอบ</p>
<p>ในประเทศฟิลิปปินส์ กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งมากที่สุดคือศาสนจักร คาทอลิก ซึ่งประสบความสำเร็จเสมอมาในการสกัดยับยั้งกฎหมายการหย่าร้างที่ ก้าวหน้า ทำให้การแยกทางของคู่สมรสนับไม่ถ้วนสร้างความลำบากยากแค้นแสนสาหัส ต่อผู้หญิงและเด็ก ศาสนจักรยังขัดขวางการเผยแพร่วิธีการและเครื่องมือในการ คุมกำเนิด ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดปัญหาการขยายตัวของประชากรจนควบคุมไม่ได้ใน ประเทศที่ยากจนข้นแค้นและมีการอพยพของแรงงานจำนวนมาก แต่ยังเป็นอุปสรรคต่อ การต่อสู้กับโรคเอดส์ด้วย ทรัพย์สินทั้งหมดและงบประมาณภายในของพระคาทอลิก เป็นความลับที่เก็บงำมิดชิดผมนึกไม่ออกว่ามีหนังสือแม้สักเล่มเดียวที่ตรวจ สอบผลประโยชน์และนโยบายของศาสนจักรอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงผลกระทบทางสังคม และเศรษฐกิจที่ตามมาด้วย</p>
<p>ในประเทศมาเลเซีย กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งอย่างสำคัญคือกลุ่ม คณาธิปไตยภายในพรรคอัมโน ซึ่งครองอำนาจมานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว หลายปีที่ ผ่านมา กลุ่มนี้อาศัยกฎหมาย “ความมั่นคง”  ภายในที่เข้มงวดเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งตกค้างจากยุคอาณานิคมอังกฤษ แต่มีการนำ มาพัฒนาเพื่อใช้กดขี่ฝ่ายกบฏ ผู้วิพากษ์วิจารณ์และผู้ไม่พอใจรัฐบาล ทั้งหมด นี้อาศัยข้ออ้างบังหน้าในการรักษาความสงบของสังคม ความรู้รักสามัคคีของชาติ และความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นระหว่างชาติพันธุ์ต่างๆจริงอยู่ ทุกวันนี้พรรค อัมโนอยู่ในภาวะตกต่ำ สืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ลึกซึ้งและ กว้างขวาง กลุ่มผู้นำที่ไร้ความสามารถและฉ้อฉล รวมไปถึงความเบื่อหน่ายของ ประชาชนจริงอยู่ มีเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมที่กระตือรือร้น มีเอ็นจีโอที่ทำ งานต่อต้านการกีดกันด้านเชื้อชาติ โดยเฉพาะกับคนกลุ่มใหญ่ชาวอินเดียที่ตก เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ฯลฯ แต่การโจมตีซึ่งหน้าต่อปัญหาการคอร์รัปชั่น ความไร้ ประสิทธิภาพ ความหน้าไหว้หลังหลอก ทัศนคติแบบเลือกปฏิบัติฯลฯของชนชั้นนำใน พรรคอัมโนเองนั้น ยังไม่มีหรอก ถึงแม้ว่านักวิชาการจะมีความกล้ามากขึ้นทีละ น้อยๆ ก็ตาม</p>
<p>ท้ายที่สุดคือประเทศไทยกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งในประเทศนี้ คือ กลุ่มที่อยู่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์ ซึ่งได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เข้มงวดเฉียบขาด</p>
<p>—————————————————–skip——————————————————–</p>
<p>แต่ผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่านั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในโลก วิชาการ ตัวอย่างเล็กๆแต่บอกอะไรเรามากมายตัวอย่างหนึ่งก็คือ ประวัติศาสตร์ ประเทศไทยที่จัดทำใส่กรอบสวยงามวิจิตรบรรจงในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ซึ่งบอก เล่าเรื่องราวของประเทศไทยนับตั้งแต่ต้นกำเนิดอันคลุมเครือเมื่อ 800  ปีก่อนมาจนถึงปัจจุบันเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างแท้จริงก็คือ นิทรรศการถาวร นี้ถวายเป็นเกียรติแด่บุคคลเพียงสี่ห้าคน และทุกพระองค์คือพระมหากษัตริย์ อันทรงเป็นที่เคารพรักยิ่ง ไม่มีนักเขียน นายพล นายแพทย์ กวี นักวิทยา ศาสตร์ พระ ผู้พิพากษา นักปรัชญา นักสังคมสงเคราะห์หรือจิตรกรแม้แต่คน เดียว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้หญิงนิทรรศการเช่นนี้เป็นสิ่งที่นึกคิดไม่ได้ เลยในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์หรือกระทั่งในมาเลเซียเรื่องแบบเดียวกันนี้ แต่ ในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่า สามารถพบเห็นได้ในสาขาวิชาต่าง  ๆในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าในประวัติศาสตร์ศิลปะ ประวัติศาสตร์ วรรณคดีประจำ ชาติ รัฐศาสตร์ ชาติพันธุ์วิทยา ฯลฯแน่นอน มีวิญญาณเสรีอยู่บ้าง รวมทั้ง อาจารย์บางคนที่อาวุโสจนน่าจะเกษียณได้แล้ว แต่ภาพรวมยังห่างไกลจากความน่า ยินดี</p>
<p>เมื่อได้สาธยายเหตุผลข้างต้นไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อ กระตุ้นท้าทายให้เกิดข้อถกเถียง เหตุผลที่ว่าการสร้างความเป็นวิชาชีพและ ความเป็นพาณิชย์นิยมของมหาวิทยาลัย อำนาจที่เพิ่มพูนมากขึ้นของระบบราชการ และหน่วยงานตรวจพิจารณาข่าวสาร  (เซนเซอร์) รวมทั้งแนวโน้มของคณาธิปไตยในชนชั้นนำระดับรัฐ-ชาติ พื้นที่ที่ เหลือให้ปัญญาชนสาธารณะจึงค่อนข้างจำกัดมาก อย่างน้อยก็ดังที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบันแต่ผมขอพูดสรุปสั้น  ๆอีกสักเล็กน้อยว่าทำไมสำหรับปัญญาชนสาธารณะ หนังสือยังมีความสำคัญอย่าง ยิ่งหนังสือพิมพ์กับข้อเขียนในคอลัมน์เป็นงานเขียนที่มีอายุสั้น มันถูกกลืน หายไปทันทีที่ฉบับวันต่อไปออกมา โทรทัศน์อาจมีช่วงขณะที่มีชีวิตชีวาแจ่ม ชัด แต่ไม่มีใครดูรายการของปีที่แล้วหรอก บางครั้งภาพยนตร์ก็เป็นสื่อที่ยอด เยี่ยม แต่นอกจากผู้เชี่ยวชาญไม่กี่คน คนส่วนใหญ่ก็ดูหนังแต่ละเรื่องแค่ ครั้งสองครั้ง อินเทอร์เน็ตให้ชั่วขณะที่ปลดเปลื้องจากพันธนาการ แต่การไหล เวียนของข้อมูลข่าวสารมีมากเกินไป อีกทั้งข้อความในบล็อกเฟสบุ๊ก ฯลฯ  ก็คงอยู่ได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว มีความหมายเฉพาะชั่วขณะนั้น  ๆแต่หนังสือที่ดีสามารถอ่านซ้ำได้ครั้งแล้วครั้งเล่า หนังสือสามารถคง อยู่ คืนชีวิตได้ตลอดระยะเวลายาวนาน เรายังคงสามารถอ่านผลงานของท่านผู้หญิง มูราซากิด้วยความเพลิดเพลินและได้คติสอนใจ เช่นเดียวกับงานประพันธ์ของโฮเซ ริซัล, มิลตัน, ฮาฟิซ, วอลแตร์ ฯลฯหนังสือให้พื้นที่ต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ ซับซ้อนและยอกย้อน สามารถอ่านเงียบ  ๆในใจ และไม่ระบุเจาะจงผู้อ่านไว้ล่วงหน้า ใคร ๆ  ก็สามารถเรียนรู้จากหนังสือ ณที่นี้ ผมอยากกล่าวว่า การพัฒนาเครือข่ายดัง ที่มูลนิธิ Nippon Foundation  สนับสนุนนั้น เป็นสิ่งที่ควรแก่การยกย่องและมีคุณค่าอย่างยิ่ง กระนั้นก็ ตาม มันมีความหมายเฉพาะในกลุ่มที่เข้าใจกันเองและมีความคิดเกี่ยวกับปัญหา คล้ายๆกันเท่านั้น แต่ในทัศนะของผม นี่ก็ยังไม่เหมือนกับคุณูปการของปัญญาชน สาธารณะ ซึ่งโดยหลักการแล้วย่อมพูดกับใครก็ได้และพูดกับทุกๆ  คน ปัญญาชนสาธารณะมีผู้อ่าน ซึ่งอาจไม่เหมือนกับการมีเครือข่ายที่ใกล้ชิด แนบแน่น แต่ทุกสังคมพึงมีทั้งสองอย่าง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicivicnet.com/blog/2010/07/15/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%98/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟื้นขวัญชาติ</title>
		<link>http://thaicivicnet.com/blog/2010/05/15/%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://thaicivicnet.com/blog/2010/05/15/%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 May 2010 03:09:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความเคลื่อนไหวภาคพลเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaicivicnet.com/?p=203</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องจาก   ทีมข่าวการเมือง โพสต์ทูเดย์ 09 พฤษภาคม 2553

ปัญหาใหญ่ของชาติ คือ เรื่องความคิดจิตใจของคนไทยตั้งแต่เรื่องค่านิยม การค้นหาความหมายของชีวิต ความสับสนว่าการเกิดมาควรมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตส่วนรวมอย่างไร
“แผนปรองดอง”  5 ข้อของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อแก้วิกฤตประเทศเฉพาะหน้าดูเหมือนข่าวสารจะจับจ้องไปเฉพาะ “ข้อ 5” ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์นักการเมือง ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การนิรโทษกรรมอดีตนักการเมืองที่ต้องโทษความผิดคดียุบพรรค
แต่ข้อ 2 หัวข้อ “ปฏิรูปประเทศไทย” สร้างความเป็นธรรม ความเสมอภาคในสังคมกระทั่งการสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน ดูจะไม่มีพื้นที่การนำเสนอให้กับข้อเสนอเหล่านี้มากนัก
“ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์” นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมชื่อดัง ชวนคิดหาแนวทางปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นจริง เขาบอกว่าทุกวิกฤตย่อมเป็นโอกาสเสมอ และครั้งนี้ความขัดแย้งร้าวลึกมาก เพราะเป็นการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนระบอบเหมือนเหตุการณ์เดือนตุลาในอดีต หากสังคมไทยไม่ใช้จังหวะนี้เดินหน้าสร้างสิ่งใหม่ โอกาสที่นักเลือกตั้งจะกลับมาซูเอี๋ย เหมือนหลังพฤษภาทมิฬที่เทพกับมารจูบปากจนสร้างความผิดหวัง ก็เป็นไปได้สูง
“เราบอกพวกเรากันเองว่า งานนี้ห้ามผ่อน ผมอยู่กับมวลชนมานาน รู้ว่ามันวูบวาบ ถ้ามันผ่านไปนาน มันก็ขี้เกียจแล้ว สุดท้ายเราก็จะกลับมาเหมือนเดิม”
ชัยวัฒน์ วิพากษ์ว่า แผนปรองดองของนายกฯ ไม่ได้ทำการผ่าตัดวิกฤตประเทศจริง แต่แค่กินยาระงับปวด ซึ่งก็อาจช่วยคนส่วนหนึ่งได้ เช่น คนจนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กลุ่มคนที่มีปัญหาโฉนดชุมชน เด็กไร้สัญชาติ ทว่าปัญหามันมีมากกว่านั้น ไม่ว่าการลดช่องว่างคนจนกับคนรวย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องจาก   ทีมข่าวการเมือง <a href="http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/สดจากสนาม/27297/ฟื้นขวัญชาติ">โพสต์ทูเดย์</a> 09 พฤษภาคม 2553</p>
<p><a href="http://thaicivicnet.com/files/2010/05/chaiwat.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-248" title="chaiwat" src="http://thaicivicnet.com/files/2010/05/chaiwat-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a></p>
<p>ปัญหาใหญ่ของชาติ คือ เรื่องความคิดจิตใจของคนไทยตั้งแต่เรื่องค่านิยม การค้นหาความหมายของชีวิต ความสับสนว่าการเกิดมาควรมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตส่วนรวมอย่างไร</p>
<p><strong>“แผนปรองดอง” </strong> 5 ข้อของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อแก้วิกฤตประเทศเฉพาะหน้าดูเหมือนข่าวสารจะจับจ้องไปเฉพาะ “ข้อ 5” ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์นักการเมือง ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การนิรโทษกรรมอดีตนักการเมืองที่ต้องโทษความผิดคดียุบพรรค</p>
<p>แต่ข้อ 2 หัวข้อ<strong> “ปฏิรูปประเทศไทย”</strong> สร้างความเป็นธรรม ความเสมอภาคในสังคมกระทั่งการสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน ดูจะไม่มีพื้นที่การนำเสนอให้กับข้อเสนอเหล่านี้มากนัก</p>
<p><span id="more-203"></span><strong>“ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์”</strong> นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมชื่อดัง ชวนคิดหาแนวทางปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นจริง เขาบอกว่าทุกวิกฤตย่อมเป็นโอกาสเสมอ และครั้งนี้ความขัดแย้งร้าวลึกมาก เพราะเป็นการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนระบอบเหมือนเหตุการณ์เดือนตุลาในอดีต หากสังคมไทยไม่ใช้จังหวะนี้เดินหน้าสร้างสิ่งใหม่ โอกาสที่นักเลือกตั้งจะกลับมาซูเอี๋ย เหมือนหลังพฤษภาทมิฬที่เทพกับมารจูบปากจนสร้างความผิดหวัง ก็เป็นไปได้สูง</p>
<p><em>“เราบอกพวกเรากันเองว่า งานนี้ห้ามผ่อน ผมอยู่กับมวลชนมานาน รู้ว่ามันวูบวาบ ถ้ามันผ่านไปนาน มันก็ขี้เกียจแล้ว สุดท้ายเราก็จะกลับมาเหมือนเดิม”</em></p>
<p>ชัยวัฒน์ วิพากษ์ว่า แผนปรองดองของนายกฯ ไม่ได้ทำการผ่าตัดวิกฤตประเทศจริง แต่แค่กินยาระงับปวด ซึ่งก็อาจช่วยคนส่วนหนึ่งได้ เช่น คนจนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กลุ่มคนที่มีปัญหาโฉนดชุมชน เด็กไร้สัญชาติ ทว่าปัญหามันมีมากกว่านั้น ไม่ว่าการลดช่องว่างคนจนกับคนรวย ทั้งหมดเราต้องมานั่งคุยกันว่า ในภาวะวิกฤตนี้ การปฏิรูปประเทศที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร เราจะสร้างสิ่งใหม่ได้แค่ไหน ทุกฝ่ายทั้งนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ผู้ที่หวังดี ที่ไม่ใช่นักเลือกตั้ง แกนนำแต่ละพื้นที่ กระทั่งสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าว วิเคราะห์ข่าวแบบที่เป็นอยู่ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้นักการเมืองเหล่านี้มันยืนอยู่ได้หรือไม่ ต้องทบทวนบทเรียนร่วมกัน และร่วมกันตั้งคำถามใหม่หมด ไม่ใช่ปล่อยเป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง</p>
<p><em>“นี่แหละคือความท้าทายครั้งใหญ่” </em> ชัยวัฒน์ บอก</p>
<p>สำหรับชัยวัฒน์ การที่สังคมได้รัฐธรรมนูญธงเขียวเมื่อปี 2540 ถือเป็นการปฏิรูปครั้งแรกหลังเกิดพฤษภาทมิฬ แต่ที่สุดต้องล้มเหลว ทั้งที่มีการออกแบบองค์กรอิสระมากมายคอยตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนหนึ่งเพราะองค์กรเหล่านี้ทำงานแบบราชการไม่ทันการณ์ วิกฤต 2553 นี้จึงเป็นการปฏิรูปครั้งที่ 2 ซึ่งสังคมต้องคำถามว่า การปฏิรูปประเทศที่แท้จริงอยู่ตรงไหนกันแน่</p>
<p><em>“ผมว่าปัญหาลึกที่สุดของประเทศไทย คงสอดคล้องกับหลายที่ในโลก เป็นเรื่องของความคิดและจิตใจของคนซึ่งอยู่ในตำแหน่งสำคัญ คนพวกนี้ไม่รับผิดชอบ เห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงประเทศชาติ ไม่เห็นคุณค่าความหมายภารกิจที่ตัวเองมารับ”</em></p>
<p>เขาขยายความว่า ช่วงครึ่งศตวรรษหลังมานี้ ในหลายประเทศมีคนจำนวนไม่น้อยที่เกิดปัญหาเช่นนี้ อาจมาจากสิ่งเย้ายวน อำนาจล่อใจมากขึ้น ทำให้ประเด็นจริยธรรมอ่อนลง นี่คือกุญแจใหญ่ ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปประเทศ มันไม่ใช่ต้องสร้างกลไกใหม่เหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะกลไกใหม่มันจะถูกวิญญาณชั่วร้ายเข้าไปสิงอยู่เสมอ</p>
<p><em>“เรื่องใหญ่ของชาติคือ เรื่องจริยธรรม ถ้าจะปฏิรูปประเทศ ก็ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา แม้กระทั่งในสายของนักประชาสังคมอย่างพวกเรา ใช่ว่าจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะเราก็เป็นมนุษย์ธรรมดาซึ่งยังติดอยู่หลายเรื่อง”</em></p>
<p><em>“วันนี้ประเทศชาติต้องการการตื่นครั้งใหญ่ขึ้นมาในจิตใจ มีคำถามมากว่าเราจะไปกันต่ออย่างไร ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้มันยาก มันต้องเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง โดยเฉพาะวิธีคิด ถ้าไม่ทำวันนี้สนิมเหล็กมันก็เกิดแก่เนื้อในตน เพราะปัญหาถูกสะสมมานาน 30-40 ปี เราขาดตัวอย่างคนดีมาตลอด มีบ้างไหมในฝ่ายการเมืองที่ปฏิบัติตัวเหมือนอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ บูรพาจารย์ที่เราเคารพ”</em></p>
<p>นักเคลื่อนไหวผู้นี้ บอกว่ากระแสปฏิรูปประเทศไทยที่มาเร็วขณะนี้ ต้องเริ่มต้นด้วยการจินตนาการประเทศก่อนว่า สถานการณ์อาเซียนเป็นอย่างไร โลกสมัยใหม่ไปถึงไหนแล้ว ถ้าเราจะทำให้ประเทศชาติเข้มแข็ง เราต้องปรับปรุงอะไรบ้าง เราไม่ได้สู้กันเอง แต่สู้กับตัวเรา สู้กับโลก เราต้องเอาชนะตัวเองให้ได้ เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา</p>
<p><em>“ปัญหาใหญ่ของชาติ คือ เรื่องความคิดจิตใจของคนไทยตั้งแต่เรื่องค่านิยม การค้นหาความหมายของชีวิต ความสับสนว่าการเกิดมาควรมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตส่วนรวมอย่างไร แต่ผมคิดว่าชาติใดก็ตามที่จะแข็งแรงได้ต้องใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมเป็นตัวขับ เคลื่อน ฉะนั้นกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย ต้องเกี่ยวข้องกับการฟื้นภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับชาติ และถ้าจะให้ดีต้องมีการฟื้นขวัญกำลังใจของคนในชาติ”</em></p>
<p><em>“5 ปีที่ผ่านมา ผมว่าคนไทยขวัญเสียพอควร การจะฟื้นแผ่นดินถึงเวลาต้องทำขวัญชาติ เยียวยา ฟื้นขวัญกำลังใจคนไทยด้วยกันเองด้วย บางโมเดลต้องเรียนรู้จากแอฟริกาใต้ที่เขาสามารถเยียวยากันได้ทั้งที่กดขี่ กันมาเป็นร้อยปี แน่นอนเรื่องนี้ไม่ง่าย สิ่งที่ควรทำคือ ดึงจุดแข็งของสังคมไทย คือ การให้อภัย มีน้องกลุ่มหนึ่ง ‘กลุ่มเพื่อนรับฟัง’ เขาไปพูดคุยพบว่าทั้งผู้ชุมนุมและทหารที่บาดเจ็บเขาไม่โกรธกันให้อภัยกัน นี่คือคนไทย”</em></p>
<p>ชัยวัฒน์ ให้ข้อคิดว่ากระบวนการปฏิรูปต้องปลดล็อกสิ่งที่เป็นอุปสรรคจำนวนมากให้เหลือ น้อยลง ขณะเดียวกันต้องเสริมศักยภาพของคนที่</p>
<p>อยากทำอะไรดีๆ หรือเรียกว่า “<strong>สถาปัตยกรรมแห่งความร่วมมือ”</strong> แม้ว่าสภาพประเทศขณะนี้อยู่ในภาวะอ่อนเปลี้ยทางจิตใจ แต่ลักษณะบางอย่างของคนไทยคือ อยากฝันอะไรดีๆ และพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ ถ้ามีกระบวนการดีๆ มาช่วยจัดการ</p>
<p>สิ่งสำคัญคนไทยควรเลิกหวังเรื่อง <strong>“อัศวินม้าขาว” </strong>ได้แล้ว แต่ควรใช้จุดแข็งที่ซ่อนอยู่จากที่มี “ผู้นำธรรมชาติ” กระจัดกระจายตามที่ต่างๆ และหากระบวนการให้คนเหล่านี้ทำงานให้เต็มศักยภาพ<br />
<em><br />
“ผมจับกระแสได้ว่า ตอนนี้มีนักธุรกิจที่อยากทำงานเพื่อสังคมไม่น้อย หลายคนเห็นว่าต้องมีการปฏิรูปประเทศไทย ส่วนภาค|เอ็นจีโอไม่ต้องพูดถึง เขาอยากทำอยู่แล้ว นักการเมืองเล็กๆ บางคนก็ยังมีไฟอยู่ กลุ่มคนชั้นกลางที่ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน ประชาชนทั่วไป เยาวชนรุ่นใหม่ก็ปรากฏจากม็อบเฟซบุ๊ก เราต้องดึงมาให้ได้ แต่ที่แผ่วจนผมรู้สึกผิดหวังคือ กลุ่มปัญญาชน อ่อนมากๆ ทั้งที่ประเทศชาติต้องการความสว่างทางปัญญา กลุ่มนี้กลับริบหรี่ ระบบราชการก็พึ่งหวังอะไรไม่ได้”</em><br />
<em><br />
“โลกแห่งอนาคตกุญแจมันอยู่ที่ท้องถิ่น เพราะรัฐบาลส่วนกลางไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ทันการณ์ ดังนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับ อบต. เทศบาล ที่จะมาแก้ปัญหาอย่างปัญหาสมุย ปัญหาเกาะลันตา ปัญหาแม่สอด ปัญหา อ.ปาย วันนี้มีข้อมูลว่า อบต.มีการพัฒนาขึ้น เพราะชาวบ้านเก่งขึ้น เท่าที่ฟังมาใน 7,000 อบต. ขณะนี้มีประมาณ 1,000 อบต. ดีขึ้นกว่าเมื่อเทียบช่วง 10 ปีที่แล้วที่มีแค่ 20-30 แห่ง การพัฒนาการเมืองไทยมันต้องมองที่ฐานล่าง”</em></p>
<p>นักเคลื่อนไหวผู้เชื่อมั่นในพลังท้องถิ่น บอกว่ากระบวนการปฏิรูปครั้งนี้ เราต้องสร้างทุนทางสังคม ทุนทางปัญญาขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับทุนทางวัฒนธรรมและความเป็นไทยบางอย่าง แน่นอนสังคมไทยอาจมีจุดอ่อนหลายจุด แต่ก็มีจุดดีหลายจุด เราต้องดึงพลังเหล่านี้มาใช้ด้านบวกเพื่อทะลุทะลวงจากการเมืองเฮงซวย ซึ่งมันไม่ง่าย เพราะโครงสร้างการเมืองเก่ามันยังล็อกอยู่</p>
<p>“มีคนบอกว่า ผมอาจจะโรแมนติก คิดเพ้อฝัน ผมก็ไม่รู้ มีใครเห็นเหมือนผมหรือไม่ แต่เราต้องชวนกันคุย ตั้งคำถามก่อนจะมีการปฏิรูป เพราะท้ายสุดถ้าไม่มีการออกแบบให้ดี รับรองได้หลังจากนั้น 1 ปี มันจะแผ่วลงเรื่อยๆ เพราะผมรู้จักคนทำงานด้านประชาสังคมดี และเราเห็นนักการเมืองอยู่แล้วว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขาไม่เอาเรื่องการปฏิรูปอย่างจริงจังอยู่แล้ว ส่วนข้าราชการ ตำรวจ อัยการ กระทั่งอาจารย์มหาวิทยาลัย คิดหรือว่าเขาจะเอาปฏิรูปด้วย เขายังเอาตัวเองไม่รอดเลย”</p>
<p>การปฏิรูปครั้งนี้ จึงมีคำถามในเนื้อหามากมาย ถ้าก้าวข้ามไม่ได้สุดท้ายอาจลงเอยแค่การ <strong>“ปฏิลูบ”</strong> ชัยวัฒน์ ทิ้งท้ายว่า พวกเรานักประชาสังคมคุยกันล่าสุดว่า ปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่วิ่ง 400 เมตร แต่จะวิ่งมาราธอน และต้องทำใจเพราะจะเจอแรงเสียดทานมหาศาล</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicivicnet.com/blog/2010/05/15/%e0%b8%9f%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การถอดบทเรียนการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข  จังหวัดจันทบุรี</title>
		<link>http://thaicivicnet.com/blog/2010/04/27/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://thaicivicnet.com/blog/2010/04/27/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Apr 2010 05:10:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความเคลื่อนไหวภาคพลเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaicivicnet.com/?p=191</guid>
		<description><![CDATA[ การถอดบทเรียนการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จังหวัดจันทบุรี

ณ โรงแรมเจ้าหลาว ทอแสงบีช จังหวัดจันทบุรี   วันศุกร์ที่  ๒๖ – วันอาทิตย์ที่  ๒๘  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๓


พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ แปลความหมายของคำว่า “ถอด” ซึ่งเป็นคำกิริยา คือ เอาออก เช่น ถอดเสื้อ ถอดรองเท้า ถอดยศ; ถ่าย เช่น ถอดแบบมาจากพ่อจากแม่; หลุดออก เช่น เล็บถอด
และแปลความหมายของคำว่า “บทเรียน” ซึ่งเป็นคำนามคือ คําสอนที่กําหนดให้เรียน  ข้อที่เป็นคติเตือนใจ เช่น บทเรียนในชีวิต
หากเมื่อนำสองคำมารวมกันเป็นคำนามว่า “การถอดบทเรียน” ก็น่าจะแปลความได้เป็นว่า การถ่ายทอดข้อที่เป็นคติเตือนใจ
มนุษย์ทุกรูปนามตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บจนถึงตาย การที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข มนุษย์จะถูกปลูกฝังและต้องเรียนรู้รหัสทางวัฒนธรรมเพื่อใช้มันในการดำรงอยู่ร่วมกับสมาชิกในสังคมนั้น ๆ  แต่การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันของมนุษย์แต่ละคนจะดีมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการตระหนักรู้ในแต่ละขณะของบทเรียนที่ได้รับจากประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์คน ๆ นั้นด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อการเคลื่อนผ่านทางประวัติศาสตร์และโลกาภิวัตน์นำพาให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนอย่างสลับซับซ้อนจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปัจเจกบุคคล ชุมชน ท้องถิ่นจนถึงประเทศต่าง ๆ ก็มิอาจปฏิเสธผลกระทบอันนี้ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><!--[if gte mso 9]&gt;  Normal 0   false false false         MicrosoftInternetExplorer4  &lt;![endif]--><!--[if gte mso 9]&gt;   &lt;![endif]--><!--  /* Font Definitions */  @font-face 	{font-family:"Angsana New"; 	panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4; 	mso-font-charset:0; 	mso-generic-font-family:roman; 	mso-font-pitch:variable; 	mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;} @font-face 	{font-family:"Browallia New"; 	panose-1:2 11 6 4 2 2 2 2 2 4; 	mso-font-charset:0; 	mso-generic-font-family:swiss; 	mso-font-pitch:variable; 	mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}  /* Style Definitions */  p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal 	{mso-style-parent:""; 	margin:0pt; 	margin-bottom:.0001pt; 	mso-pagination:widow-orphan; 	mso-hyphenate:none; 	font-size:12.0pt; 	mso-bidi-font-size:14.0pt; 	font-family:"Times New Roman"; 	mso-fareast-font-family:"Times New Roman"; 	mso-bidi-font-family:"Angsana New"; 	mso-fareast-language:TH;} @page Section1 	{size:612.0pt 792.0pt; 	margin:72.0pt 90.0pt 72.0pt 90.0pt; 	mso-header-margin:36.0pt; 	mso-footer-margin:36.0pt; 	mso-paper-source:0;} div.Section1 	{page:Section1;} --><!--[if gte mso 10]&gt; &lt;!   /* Style Definitions */  table.MsoNormalTable 	{mso-style-name:"Table Normal"; 	mso-tstyle-rowband-size:0; 	mso-tstyle-colband-size:0; 	mso-style-noshow:yes; 	mso-style-parent:""; 	mso-padding-alt:0pt 5.4pt 0pt 5.4pt; 	mso-para-margin:0pt; 	mso-para-margin-bottom:.0001pt; 	mso-pagination:widow-orphan; 	font-size:10.0pt; 	font-family:"Times New Roman"; 	mso-bidi-font-family:"Times New Roman"; 	mso-ansi-language:#0400; 	mso-fareast-language:#0400; 	mso-bidi-language:#0400;} --> <!--[endif]--><strong>การถอดบทเรียนการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จังหวัดจันทบุรี<br />
</strong></p>
<p><strong>ณ โรงแรมเจ้าหลาว ทอแสงบีช จังหวัดจันทบุรี   วันศุกร์ที่  ๒๖ – วันอาทิตย์ที่  ๒๘  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๓</strong></p>
<p style="text-align: center"><strong><img class="aligncenter size-medium wp-image-196" src="http://thaicivicnet.com/files/02-212x300.jpg" alt="02" width="241" height="341" /><br />
</strong></p>
<p>พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ แปลความหมายของคำว่า <em>“ถอด” </em>ซึ่งเป็นคำกิริยา คือ เอาออก เช่น ถอดเสื้อ ถอดรองเท้า ถอดยศ; ถ่าย เช่น ถอดแบบมาจากพ่อจากแม่; หลุดออก เช่น เล็บถอด</p>
<p>และแปลความหมายของคำว่า<em> “บทเรียน” </em>ซึ่งเป็นคำนามคือ คําสอนที่กําหนดให้เรียน  ข้อที่เป็นคติเตือนใจ เช่น บทเรียนในชีวิต<br />
หากเมื่อนำสองคำมารวมกันเป็นคำนามว่า <em>“การถอดบทเรียน” </em>ก็น่าจะแปลความได้เป็นว่า การถ่ายทอดข้อที่เป็นคติเตือนใจ</p>
<p>มนุษย์ทุกรูปนามตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บจนถึงตาย การที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข มนุษย์จะถูกปลูกฝังและต้องเรียนรู้รหัสทางวัฒนธรรมเพื่อใช้มันในการดำรงอยู่ร่วมกับสมาชิกในสังคมนั้น ๆ  แต่การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันของมนุษย์แต่ละคนจะดีมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการตระหนักรู้ในแต่ละขณะของบทเรียนที่ได้รับจากประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์คน ๆ นั้นด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อการเคลื่อนผ่านทางประวัติศาสตร์และโลกาภิวัตน์นำพาให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนอย่างสลับซับซ้อนจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปัจเจกบุคคล ชุมชน ท้องถิ่นจนถึงประเทศต่าง ๆ ก็มิอาจปฏิเสธผลกระทบอันนี้ได้ การเรียนรู้เพื่ออยู่ในสังคมแบบเดิม ๆ ก็ไม่เพียงพออีกต่อไป คำถามใหญ่ที่อาจจะต้องครุ่นคิดก็คือ เราจะดำรงอยู่และตื่นรู้อย่างไรท่ามกลางกระแสโลกปฏิทรรศน์<br />
<strong><span id="more-191"></span></strong></p>
<p>การพยายามดำรงอยู่น่าจะเป็นพื้นฐานของการปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การตื่นรู้มีความสำคัญมากกว่า ในฐานะที่มันสะท้อนถึงการเรียนรู้คุณค่าของชีวิตและนำไปสู่การเปลี่ยนและธำรงตัวเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศจนถึงโลกให้มีความน่าอภิรมย์และเพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติให้เหมาะสมได้อย่างไร</p>
<p><strong><br />
</strong> การทบทวนและมองเห็นภาพคลื่นของประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ประเทศและจันทบุรี และแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ผ่านองค์ความรู้และประสบการณ์ของวิทยากรที่พรั่งพรูเป็นธารไหลถ่ายเทลงไปผสานร่วมกับแม่น้ำแห่งวงสัมมนาที่ได้พูดคุยกันในกลุ่มย่อยและในวงคุยกลุ่มใหญ่ น่าจะเป็นประสบการณ์อีกขณะหนึ่งในชีวิตของผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาในเวทีนี้ที่จะได้ ‘ถอด’ เพื่อดำรงอยู่และตื่นรู้กับมันให้ได้<br />
<strong><br />
</strong></p>
<p>คณะทำงานหวังเพียงว่า ตาน้ำที่หลั่งไหลออกมานั้น จะไม่เหือดแห้งไปจากจิตใจของผู้เข้าร่วมสัมมนา แต่หมายเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในหลายล้านอนันต์ในปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะทำให้แม่น้ำแห่งจิตวิญญาณของไทยและจันทบุรีได้เติบใหญ่  จนสามารถฝ่าฟันพายุมรสุมโลกาภิวัตน์และผสานรวมพลังน้ำแตกต่างหลากหลายสีให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้หล่อเลี้ยงชาวไทยให้ร่มเย็นเป็นสุขได้</p>
<p style="text-align: right"><strong>ผู้สังเกตกระบวนการและถอดบทเรียน</strong></p>
<p style="text-align: right">
<p style="text-align: right">อ่านและดาวน์โหลดเนื้อหา <a href="http://www.thaicivicnet.com/download/jantaburi report.rar"> คลิก </a></p>
<p style="text-align: right"><img src="/DOCUME~1/Noknok/LOCALS~1/Temp/moz-screenshot.png" alt="" /></p>
<p><strong></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicivicnet.com/blog/2010/04/27/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การถอดบทเรียนสัมนาเชิงปฏิบัติการ “โครงการสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข”</title>
		<link>http://thaicivicnet.com/blog/2010/03/15/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://thaicivicnet.com/blog/2010/03/15/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Mar 2010 06:52:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องราวน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaicivicnet.com/?p=179</guid>
		<description><![CDATA[
การถอดบทเรียนสัมนาเชิงปฏิบัติการ “โครงการสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข”

วันที่ ๒๒-๒๔ มกราคม ๒๕๕๓  ณ โรงแรมเกาะช้าง ทรอปิคานา จ.ตราด
ณ โรงแรมเกาะช้าง ทรอปิคาน่า เกาะช้าง จังหวัดตราด
โดยการสนับสนุนของ สำนักงานจังหวัดตราด
จัดกระบวนการโดย อาจารย์ ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ / มูลนิธิการเรียนรู้และ พัฒนาประชาสังคม
บทเกริ่นและการเดินทางสู่ตราด
ข้าพเจ้าออกเดินทางจากกรุงเทพไปจังหวัดตราดด้วยความหวัง 
ท่ามกลางความร้อนแรงทางการเมืองภายในประเทศ ความซบเซาทางเศรษฐกิจ และความรู้สึกที่เหมือนจะสิ้นหวังกับอนาคตของสังคม พวกเรายังมีความหวัง และรู้ว่ายังมีผู้คนอีกมากมายในประเทศนี้ที่มีความหวัง มีพลังและรอคอยที่จะสานต่อความหวังจากกันและกัน หรือรอที่จะได้รับการจุดประกายความหวังกลับขึ้นมาอีกครั้ง

ข้าพเจ้ารู้สึกว่า คณะของพวกเรา ทีมวิทยากรจากมูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม นำโดย อาจารย์ ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ปรารถนาจะต่อแรงใจ สานแรงฝันของเพื่อนร่วมชาติ
สำหรับข้าพเจ้าและทีมวิทยากร การสัมมนาเชิงปฏิบัตการใน “โครงการสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” ไม่ใช่แค่งาน แต่เป็นพันธกิจที่พวกเรามุ่งมั่นตั้งใจทำ ด้วยหวังว่า เพื่อนผู้เข้ารับการอบรมในช่วงสั้น ๆ นี้จะได้รับแรงบันดาลใจ กำลังใจ แนวคิดที่จะนำไปแก้ปัญหาในท้องถิ่น สร้างสรรค์ชุมชนให้มีความสุข ร่มเย็นตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เราจะได้ช่วยกันสร้างสรรค์ประเทศให้ผาสุกร่มเย็น มีการเมืองที่มั่นคงเป็นธรรม เศรษฐกิจที่เลี้ยงปากท้องเราได้ ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ และสังคมของเราปลอดภัยเอื้ออาทรกันและกัน
ระหว่างการเดินทางไปเกาะช้างซึ่งเป็นสถานที่การอบรม พวกเราได้ชื่นชมกับความงามในธรรมชาติของท้องทะเล ภูเขาเขียว คนตราดโชคดีที่อยู่ใกล้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นทั้งแหล่งอาหารและความบันเทิงใจ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><strong><a rel="attachment wp-att-187" href="http://thaicivicnet.com/blog/2010/03/15/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87/dsc_03737/"><img class="size-full wp-image-187 aligncenter" src="http://thaicivicnet.com/files/dsc_03737.jpg" alt="โครงการสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" width="400" height="259" /></a></strong></p>
<p><strong>การถอดบทเรียนสัมนาเชิงปฏิบัติการ “โครงการสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข”</strong><br />
<strong></strong></p>
<p><strong>วันที่ ๒๒-๒๔ มกราคม ๒๕๕๓  ณ โรงแรมเกาะช้าง ทรอปิคานา จ.ตราด</strong></p>
<p><strong>ณ โรงแรมเกาะช้าง ทรอปิคาน่า เกาะช้าง จังหวัดตราด</strong></p>
<p><strong>โดยการสนับสนุนของ สำนักงานจังหวัดตราด<br />
จัดกระบวนการโดย อาจารย์ ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ / มูลนิธิการเรียนรู้และ พัฒนาประชาสังคม</strong></p>
<p><span style="color: #993300"><strong>บทเกริ่นและการเดินทางสู่ตราด</strong></span></p>
<p><em>ข้าพเจ้าออกเดินทางจากกรุงเทพไปจังหวัดตราดด้วยความหวัง </em></p>
<p>ท่ามกลางความร้อนแรงทางการเมืองภายในประเทศ ความซบเซาทางเศรษฐกิจ และความรู้สึกที่เหมือนจะสิ้นหวังกับอนาคตของสังคม พวกเรายังมีความหวัง และรู้ว่ายังมีผู้คนอีกมากมายในประเทศนี้ที่มีความหวัง มีพลังและรอคอยที่จะสานต่อความหวังจากกันและกัน หรือรอที่จะได้รับการจุดประกายความหวังกลับขึ้นมาอีกครั้ง</p>
<p><span id="more-179"></span></p>
<p>ข้าพเจ้ารู้สึกว่า คณะของพวกเรา ทีมวิทยากรจากมูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม นำโดย อาจารย์ ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ปรารถนาจะต่อแรงใจ สานแรงฝันของเพื่อนร่วมชาติ</p>
<p>สำหรับข้าพเจ้าและทีมวิทยากร การสัมมนาเชิงปฏิบัตการใน “โครงการสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” ไม่ใช่แค่งาน แต่เป็นพันธกิจที่พวกเรามุ่งมั่นตั้งใจทำ ด้วยหวังว่า เพื่อนผู้เข้ารับการอบรมในช่วงสั้น ๆ นี้จะได้รับแรงบันดาลใจ กำลังใจ แนวคิดที่จะนำไปแก้ปัญหาในท้องถิ่น สร้างสรรค์ชุมชนให้มีความสุข ร่มเย็นตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</p>
<p>เราจะได้ช่วยกันสร้างสรรค์ประเทศให้ผาสุกร่มเย็น มีการเมืองที่มั่นคงเป็นธรรม เศรษฐกิจที่เลี้ยงปากท้องเราได้ ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ และสังคมของเราปลอดภัยเอื้ออาทรกันและกัน</p>
<p>ระหว่างการเดินทางไปเกาะช้างซึ่งเป็นสถานที่การอบรม พวกเราได้ชื่นชมกับความงามในธรรมชาติของท้องทะเล ภูเขาเขียว คนตราดโชคดีที่อยู่ใกล้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นทั้งแหล่งอาหารและความบันเทิงใจ  แต่ใช่เพียงแง่งามของธรรมชาติ พวกเราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่คุกคามเกาะช้างอย่างน่าใจหายด้วย ระหว่างทางไปที่พัก พวกเราไม่อาจมองเห็นชายหาดงาม และผืนแพรของท้องทะเลได้ เพราะพื้นที่ชายหาดถูกจับจองโดยร้านค้า ร้านอาหาร หากอยากจะสัมผัสธรรมชาติ เราต้องควักเงินจ่าย</p>
<p>ความหนักใจกับสภาพความจริงในสังคมหวนกลับมาในห้วงคำนึง &#8230; แต่ความหวังยังอยู่</p>
<p>ในการสัมมนา ๓ วัน ๒ คืน กระบวนการอบรมของอาจารย์ชัยวัฒน์ช่วยให้ชาวตราดตระหนักเห็นคุณค่าในท้องถิ่นของตน ทรัพยากรที่ตนมี เห็นโอกาสที่จะอนุรักษ์และรักษาภูมิปัญญา ธรรมชาติ วิถีชีวิตให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ และหลายคนเห็นความสำคัญของการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p style="text-align: left">ข้าพเจ้าได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับจังหวัดตราด รู้สึกขอบคุณบรรพบุรุษชาวตราดและชาวไทยที่ได้ดูแลรักษาธรรมชาติให้ชนรุ่นหลังอย่างเราได้ใช้และหาประโยชน์ รู้สึกขอบคุณชาวตราดในปัจจุบันที่ใส่ใจดูแลทรัพยากรให้คนทั้งชาติ รู้สึกขอบคุณหน่วยงานที่สนับสนุนการอบรมและผู้เข้าอบรมทุกท่าน ประกายตาของผู้เข้าอบรมที่ปรารถนาจะสร้างสรรค์สังคมทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ความหวังยังมีสำหรับประเทศของเรา</p>
<p style="text-align: right"><strong>ผู้สังเกตกระบวนการและถอดบทเรียน</strong></p>
<p style="text-align: right">
<p style="text-align: right"><span style="color: #ff00ff"><a href="http://www.thaicivicnet.com/download/trat-report-review-01.pdf"><strong>อ่านเนื้อหา</strong></a></span></p>
<p style="text-align: right"><strong><span style="color: #99cc00"><a href="http://www.thaicivicnet.com/download/trat-report-review-01.zip">ดาวน์โหลดเนิ้อหา</a></span><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicivicnet.com/blog/2010/03/15/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ  เวทีจังหวัดตราด</title>
		<link>http://thaicivicnet.com/blog/2010/02/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://thaicivicnet.com/blog/2010/02/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Feb 2010 03:07:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความเคลื่อนไหวภาคพลเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaicivicnet.com/?p=149</guid>
		<description><![CDATA[การสัมมนา เชิงปฏิบัติการ  เวทีจังหวัดตราด
โครงการสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุข
เมื่อวันที่ ๒๒-๒๔ มกราคม ๒๕๕๓  ณ โรงแรมเกาะช้าง ทรอปิคานา จ.ตราด
ในการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา  ผู้นำชุมชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ  แกนนำภาคประชาชน  แกนนำเยาวชน  รวมกว่า ๑๐๐ คน มีการจัดกระบวนการฝึกอบรมโดย  มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม และสนับสนุนโดยสำนักงานจังหวัดตราด

กล่าวเปิดงานและแนะนำวิทยากร


เริ่มต้นก่อนเข้าสู่กระบวนการฝึกอบรม  รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด  นายประทีป จงสืบธรรม ได้กล่าวเปิดงานพร้อมกับวัตถุประสงค์ของการจัดงานในโครงการครั้งนี้  ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทระเป็นประมุข และ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินชีวิต

จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการเพื่อเตรียมความพร้อมในฝึกอบรม  นำโดย อาจารย์ชัยวัฒน์  ถิระพันธุ์  วิทยกรกระบวนการและทีมผู้ช่วยวิทยากร   โดยวิทยากรได้ชี้แจงเจตนารมณ์ของการสัมมนาในบริบทการเมืองและสังคมปัจจุบันที่มีความหมายยิ่งต่ออนาคตของประเทศ
กระบวนการ check in  และ reflection 


วิทยากรให้ผู้เข้าร่วมแบ่งกลุ่มใหม่ โดยเข้าร่วมกับคนที่ตนยังไม่รู้จักหรือไม่คุ้นเคย  และบรรยายเกี่ยวกับกระบวนการเช็คอิน (Check in)  พร้อมกับการใช้สัญลักษณ์เช่น ปากกา  เพื่อให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน  โดยให้ทุกคนแนะนำตัวกับเพื่อนๆ ในกลุ่มว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำอะไรอยู่และชอบอะไร  ซึ่งสิ่งที่ชอบอาจจะเป็นอดิเรกก็ได้  เพื่อเป็นการทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น
หลังจากแนะนำตัวกันในกลุ่มแล้ว  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การสัมมนา เชิงปฏิบัติการ  เวทีจังหวัดตราด<br />
โครงการสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุข</strong><br />
เมื่อวันที่ ๒๒-๒๔ มกราคม ๒๕๕๓  ณ โรงแรมเกาะช้าง ทรอปิคานา จ.ตราด</p>
<p style="text-align: left">ในการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา  ผู้นำชุมชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ  แกนนำภาคประชาชน  แกนนำเยาวชน  รวมกว่า ๑๐๐ คน มีการจัดกระบวนการฝึกอบรมโดย  มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม และสนับสนุนโดยสำนักงานจังหวัดตราด</p>
<p style="text-align: left"><span id="more-149"></span></p>
<p style="text-align: left"><strong>กล่าวเปิดงานและแนะนำวิทยากร</strong></p>
<p style="text-align: left"><strong></strong></p>
<div id="attachment_154" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><strong><strong><a rel="attachment wp-att-154" href="http://thaicivicnet.com/blog/2010/02/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/dsc_3693/"><img class="size-full wp-image-154" src="http://thaicivicnet.com/files/dsc_3693.jpg" alt="รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด" width="500" height="334" /></a></strong></strong><p class="wp-caption-text">รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด</p></div>
<p><strong></strong></p>
<p style="text-align: left">เริ่มต้นก่อนเข้าสู่กระบวนการฝึกอบรม  รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด  นายประทีป จงสืบธรรม ได้กล่าวเปิดงานพร้อมกับวัตถุประสงค์ของการจัดงานในโครงการครั้งนี้  ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทระเป็นประมุข และ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินชีวิต</p>
<p style="text-align: left">
<div id="attachment_157" class="wp-caption aligncenter" style="width: 516px"><a rel="attachment wp-att-157" href="http://thaicivicnet.com/blog/2010/02/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/dsc_3931/"><img class="size-full wp-image-157" src="http://thaicivicnet.com/files/dsc_3931.jpg" alt="ชัยวัฒน์ ถิระัพันธุ์ : วิทยากรจากสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (civicnet)" width="506" height="337" /></a><p class="wp-caption-text">ชัยวัฒน์ ถิระัพันธุ์ : วิทยากรจากสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (civicnet)</p></div>
<p style="text-align: left">จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการเพื่อเตรียมความพร้อมในฝึกอบรม  นำโดย อาจารย์ชัยวัฒน์  ถิระพันธุ์  วิทยกรกระบวนการและทีมผู้ช่วยวิทยากร   โดยวิทยากรได้ชี้แจงเจตนารมณ์ของการสัมมนาในบริบทการเมืองและสังคมปัจจุบันที่มีความหมายยิ่งต่ออนาคตของประเทศ</p>
<p style="text-align: left"><strong>กระบวนการ check in  และ reflection </strong></p>
<p style="text-align: left"><strong></strong></p>
<div id="attachment_161" class="wp-caption aligncenter" style="width: 507px"><strong><strong><a rel="attachment wp-att-161" href="http://thaicivicnet.com/blog/2010/02/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/dsc_4038/"><img class="size-full wp-image-161" src="http://thaicivicnet.com/files/dsc_4038.jpg" alt="ผู้เข้าร่วมกำลังอยู่ในกระบวนการ check in โดยถือปากกาเคมีเป็นสัญลักษณ์" width="497" height="332" /></a></strong></strong><p class="wp-caption-text">ผู้เข้าร่วมกำลังอยู่ในกระบวนการ check in โดยถือปากกาเคมีเป็นสัญลักษณ์</p></div>
<p><strong></strong></p>
<p style="text-align: left">วิทยากรให้ผู้เข้าร่วมแบ่งกลุ่มใหม่ โดยเข้าร่วมกับคนที่ตนยังไม่รู้จักหรือไม่คุ้นเคย  และบรรยายเกี่ยวกับกระบวนการเช็คอิน (Check in)  พร้อมกับการใช้สัญลักษณ์เช่น ปากกา  เพื่อให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน  โดยให้ทุกคนแนะนำตัวกับเพื่อนๆ ในกลุ่มว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำอะไรอยู่และชอบอะไร  ซึ่งสิ่งที่ชอบอาจจะเป็นอดิเรกก็ได้  เพื่อเป็นการทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น<br />
หลังจากแนะนำตัวกันในกลุ่มแล้ว  วิทยากรถามว่า  ใครรู้สึกอะไร หรือได้ข้อคิดอะไรจากการพูดคุยแนะนำตัวกันบ้าง  ซึ่งเป็นส่วนของกระบวนการ reflection</p>
<p style="text-align: left"><strong>ความฉลาดทางสังคม-ซุนหวู่-แนวโน้มของโลกที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทยและสังคมตราด</strong></p>
<p style="text-align: left">บรรยาย ทฤษฎี &#8220;ก้าวแรกชองการเปลี่ยนเริ่มต้นจากหัวใจและสมอง&#8221; (heart-head-hand) และเรื่องของ ความฉลาดทางสังคม หรือ Social Intelligence  ซึ่งประกอบด้วย ความเป็นคน ความคิด และการกระทำ (being-thinking-doing)  ความรู้จากซุนหวู่  ที่กล่าวไว้เรื่อง รู้เขา รู้เรา รู้ฟ้า รู้ดิน เป็นอย่างไร และเราจะใช้ประโยชน์จากความรู้นั้นอย่างไร  เชื่อมโยงไปยังเรื่องของ คลื่นคอนราเทียป (Kondratieff) ซึ่งเป็นเรื่องแนวโน้มของโลกที่เกิดขึ้น  และวิเคราะห์ร่วมกับแนวโน้มของสังคมไทย สังคมของคนเมืองตราด  จากนั้นจึงให้ผู้เข้าร่วมได้ทำแบบฝึกหัด โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมในการฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันในกลุ่ม  ช่วยกันคิดว่า แนวโน้มทั้ง 5 แนวโน้มที่บรรยายนั้นเป็นจริงหรือไม่ แต่เมื่อแนวโน้มเป็นเช่นนี้ ท่านจะใช้ประโยชน์จากแนวโน้มเหล่านั้นอย่างไรได้บ้าง และจากโอกาสและแนวโน้มต่างๆ ก็ยังมีด้านที่เป็นอุปสรรค หรือ ด้านมืด เหมือนกับ หยินหยาง ที่ย่อมจะมีด้านตรงกันข้าม</p>
<p style="text-align: left"><strong>คลื่น Kondratieff  /บทเรียนจากฟิลิปปินส์ และ พนันข้างประเทศไทย</strong></p>
<p style="text-align: left">อ่านบทความในหน้า 28 ของเอกสารประกอบการประชุม เรื่อง <strong>สิ้นหวังและแตกแยกบนชัยชนะที่สูญเปล่า  จาก International Herald Tribune  และ  พนันข้างเมืองไทย บทความของ ฟิลิป โบว์ริ่ง ในหนังสือพิมพ์ เดอะ เฮอรัล ทริบูน  วันที่ 5 พฤศจิกายน 2552</strong> ซึ่งกล่าวถึง โดยธรรมชาตินิสัย คนไทยชอบสาละวนอยู่กับประเด็นปัญหาเฉพาะหน้า อย่างเช่น สถานการณ์การเมืองที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ทว่าในระยะยาว คนไทยจำเป็นต้องนึกกันแล้วว่า อีก ๒๐ ปีข้างหน้านับจากนี้ ประเทศไทยจะถูกจัดลำดับอย่างไร เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านคู่แข่ง อย่าง เวียดนาม และพม่า ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกัน และมีประวัติศาสตร์ความเป็นรัฐชาติมายาวนานพอๆ กัน นอกจากนั้นยังต้องเทียบกับประเทศมหาอำนาจของเอเชีย อย่าง จีน และ อินเดียด้วย<br />
นอกจากการวิเคราะห์สถานการณ์โดยรวมที่ประเทศไทยจะต้องพบเจอในอนาคตแล้ว ในบทความยังกล่าวถึงจุดเด่นของประเทศไทยที่มีทัศนคติที่อิสระเสรีและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของปัจเจกชน บวกกับสภาพภูมิประเทศที่ลงตัวและมีความหลากหลาย และมีการมองไปถึงประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นนักดัดแปลงและปรับตัวชั้นยอดอีกด้วย</p>
<p style="text-align: left"><a rel="attachment wp-att-151" href="http://thaicivicnet.com/blog/2010/02/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/kondra/"><img class="aligncenter size-full wp-image-151" src="http://thaicivicnet.com/files/kondra.jpg" alt="กราฟ Kondratieff ซึ่งวิเคราะห์สถานการณ์โลกไว้ตั้งแต่ปี 2535" width="571" height="390" /></a></p>
<p style="text-align: left">จากนั้น วิทยากรได้อธิบายถึงคลื่น Kondratieff  ที่เกี่ยวข้องกับความซับซ้อนต่างๆ ในหัวข้อง “โลกปฎิทรรศน์และโลกซับซ้อนที่มีผลกระทบของสังคมไทย”</p>
<p style="text-align: left">ในกราฟของ Kondratieff จะมีเส้นแกน x และ y คือ เส้น dynamic (พลังงาน) และ complexity (ความซับซ้อน)  เมื่อมีสถานการณ์ต่างๆ เข้ามากระทบ ในระดับความซับซ้อนที่แตกต่างกัน ย่อมเกิดผลกระทบและการแก้ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น</p>
<p style="text-align: left"><strong>กลับสู่รากเหง้า : การแก้ปัญหาให้สอดคล้องและสมดุล </strong></p>
<p style="text-align: left">เมื่อวิทยากรให้กลุ่มย่อยได้นั่งคุยและทบทวนโจทย์ที่ให้ไว้ จากความรู้เรื่องคลื่น และแนวโน้มของกระแสโลกที่หวนกลับเข้ามาสู่การพึ่งตนเองและความพอเพียง  ดังนั้น เมื่อมองกลับเข้ามาในตัวตนของความเป็นจังหวัดตราดแล้ว เราจะใช้ประโยชน์จากจุดนั้นได้อย่างไร</p>
<p style="text-align: left"><strong></strong></p>
<div id="attachment_156" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><strong><strong><a rel="attachment wp-att-156" href="http://thaicivicnet.com/blog/2010/02/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/dsc_3744/"><img class="size-full wp-image-156" src="http://thaicivicnet.com/files/dsc_3744.jpg" alt="ระดมสมอง" width="500" height="333" /></a></strong></strong><p class="wp-caption-text">ระดมสมอง</p></div>
<div id="attachment_158" class="wp-caption aligncenter" style="width: 386px"><strong><strong><a rel="attachment wp-att-158" href="http://thaicivicnet.com/blog/2010/02/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/dsc_3948/"><img class="size-full wp-image-158" src="http://thaicivicnet.com/files/dsc_3948.jpg" alt="shopping idea" width="376" height="561" /></a></strong></strong><p class="wp-caption-text">shopping idea</p></div>
<p><strong></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicivicnet.com/blog/2010/02/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กิจกรรมอาสาสมัคร จุดเริ่มต้นของพลเมืองอาสา</title>
		<link>http://thaicivicnet.com/blog/2009/04/30/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://thaicivicnet.com/blog/2009/04/30/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Apr 2009 03:54:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องราวน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicivicnet.com/?p=57</guid>
		<description><![CDATA[นิศานาถ โยธาสมุทร ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายธนาคารชุมชน บมจ.ธนาคารกรุงไทย หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของ “ชมรมกรุงไทยอาสา” และ “บางกอกฟอรั่ม”   ให้สัมภาษณ์กับ &#8220;แอลดีไอทีวี&#8221; ถึงประสบการณ์ในการทำงานว่า
วันนี้ในจุดที่เรายืนอยู่ คือเราทำงานอยู่ในเมือง ทำงานเครือข่ายสานสัมพันธ์กับคนที่ทำงาน และก็กลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างๆ เชื่อมโยงถึงอาสาสมัครทั้งหลายที่เวลาเราทำงานนอกเหนือจากที่ประเทศชาติมี วิกฤติแล้วเราเข้าไปมีส่วนร่วมกันแล้ว เรามีเครืออาสาสมัครซึ่งก็ผูกพันกันมาตั้งแต่เกิดสึนามิมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคนกลุ่มนี้จะมาเจอกันก่อน แล้วก็ตรงไปที่ๆ มีภารกิจที่เราต้องไปปฏิบัติการร่วมกัน งานตรงนี้ก็เป็นพื้นฐานสำหรับคนที่มาร่วมด้วยจิตใจให้กับส่วนรวม ซึ่งประเด็นก่อนที่เราจะก้าวไปมีส่วนร่วมกับคนที่มีจิตสำนึกความรับผิด ชอบต่อสาธารณะ ที่สามารถสังเคราะห์ เหตุและผลต่างๆ ได้ มันจะต้องผ่านกระบวนการทางจิตใจที่เขาเปิดประตูตัวเขาออกมาสู่การมีส่วนร่วม อย่างจริงใจ นอกเหนือจากภารกิจหน้าที่การงาน คือต้องมองว่าเราและตัวเองอยู่ตรงไหน และก็ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งตรงจุดนี้คิดกับตัวเองมานานว่าเราจะไปทำงานอะไรที่เหมาะ เราจะไปเป็นอะไรไปอยู่ตรงไหน

เมื่อมาลองพิจารณาเราก็ค้นพบว่า พื้นที่ๆ เรายืนมันมีทรัพยากรที่เยอะมาก (ซิตี้แบงค์กรุงไทย) และเราก็สามารถมีเครือข่าย มีเพื่อนๆ น้องๆ ที่มีจิตใจ จริงๆ แล้วต้องบอกว่ามนุษย์ทุกคนมีจิตใจที่อยากจะทำงาน เพียงแต่ว่าเขากับเราได้มาเจอกัน และเกิดแรงบันดาลใจที่จะเดินไปร่วมกัน อันนี้ถือเป็นขั้นพื้นฐาน เรื่องงานอาสาสมัคร มองประหนึ่งว่า เป็นเรื่องอีเว้น เป็นเรื่องการทำกิจกรรม เช่นอาสาสมัครไปช่วยปลูกป่า จึงมีคำถามว่าการทำงานตรงนี้เราทำไปเพื่ออะไร คุณต้องการอะไร เช่นไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นิศานาถ โยธาสมุทร </strong>ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายธนาคารชุมชน บมจ.ธนาคารกรุงไทย หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของ <strong>“ชมรมกรุงไทยอาสา”</strong> และ <strong>“บางกอกฟอรั่ม” </strong>  ให้สัมภาษณ์กับ <strong>&#8220;แอลดีไอทีวี&#8221;</strong> ถึงประสบการณ์ในการทำงานว่า</p>
<blockquote><p>วันนี้ในจุดที่เรายืนอยู่ คือเราทำงานอยู่ในเมือง ทำงานเครือข่ายสานสัมพันธ์กับคนที่ทำงาน และก็กลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างๆ เชื่อมโยงถึงอาสาสมัครทั้งหลายที่เวลาเราทำงานนอกเหนือจากที่ประเทศชาติมี วิกฤติแล้วเราเข้าไปมีส่วนร่วมกันแล้ว เรามีเครืออาสาสมัครซึ่งก็ผูกพันกันมาตั้งแต่เกิดสึนามิมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคนกลุ่มนี้จะมาเจอกันก่อน แล้วก็ตรงไปที่ๆ มีภารกิจที่เราต้องไปปฏิบัติการร่วมกัน งานตรงนี้ก็เป็นพื้นฐานสำหรับคนที่มาร่วมด้วยจิตใจให้กับส่วนรวม ซึ่งประเด็นก่อนที่เราจะก้าวไปมีส่วนร่วมกับคนที่มีจิตสำนึกความรับผิด ชอบต่อสาธารณะ ที่สามารถสังเคราะห์ เหตุและผลต่างๆ ได้ มันจะต้องผ่านกระบวนการทางจิตใจที่เขาเปิดประตูตัวเขาออกมาสู่การมีส่วนร่วม อย่างจริงใจ นอกเหนือจากภารกิจหน้าที่การงาน คือต้องมองว่าเราและตัวเองอยู่ตรงไหน และก็ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งตรงจุดนี้คิดกับตัวเองมานานว่าเราจะไปทำงานอะไรที่เหมาะ เราจะไปเป็นอะไรไปอยู่ตรงไหน</p>
<p><span id="more-57"></span></p></blockquote>
<p>เมื่อมาลองพิจารณาเราก็ค้นพบว่า พื้นที่ๆ เรายืนมันมีทรัพยากรที่เยอะมาก (ซิตี้แบงค์กรุงไทย) และเราก็สามารถมีเครือข่าย มีเพื่อนๆ น้องๆ ที่มีจิตใจ จริงๆ แล้วต้องบอกว่ามนุษย์ทุกคนมีจิตใจที่อยากจะทำงาน เพียงแต่ว่าเขากับเราได้มาเจอกัน และเกิดแรงบันดาลใจที่จะเดินไปร่วมกัน อันนี้ถือเป็นขั้นพื้นฐาน เรื่องงานอาสาสมัคร มองประหนึ่งว่า เป็นเรื่องอีเว้น เป็นเรื่องการทำกิจกรรม เช่นอาสาสมัครไปช่วยปลูกป่า จึงมีคำถามว่าการทำงานตรงนี้เราทำไปเพื่ออะไร คุณต้องการอะไร เช่นไป ปลูกต้นไม้ ไปเก็บขยะ อันนั้นเป็นสิ่งที่เรามองเห็น แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็น เป็นเรื่องที่สำคัญมาก คนเราเมื่อเปิดประตูโลกของเราไปสู่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม real society  ซึ่ง คนๆ นั้นแต่ละคนอาจยังไม่เจอในสิ่งที่เจอ โดยเฉพาะคนในสังคมเมืองที่อยู่ในกรุงเทพกลางใจเมือง กว่าเราจะได้รับข้อมูลยืนยันที่แท้จริงนี้เราก็ได้เริ่มทดลองทำกิจกรรมที่ หลากหลาย แล้วเราก็มีการประเมิน โดยให้น้องๆ คืองานอาสาสมัครที่ไปเชื่อมเครือข่ายเพื่อนฝูง ก็มีตั้งแต่เครือข่าย สึนามิที่ยังเกาะกลุ่มเจอกันตลอดเวลา และก็จะมีพวก คือทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนเวลาที่ใครมาจากต่างประเทศเราก็จะมาเจอกันก่อน แล้วเราก็จะไปทำกิจกรรมร่วมกัน แล้วเราก็จะมีน้องๆ ที่อยู่ในที่ทำงานที่อยู่ในซิตี้แบงค์กรุงไทย แล้วก็จะมีเพื่อนที่อยู่ข้างนอก ที่ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ยังไม่ได้เป็นอาสาสมัครยังไม่มีประสบการณ์มาช่วยมา ร่วมกัน เพราะฉะนั้นชมรมที่พี่ทำก็จะประกอบไปด้วยคนในออฟฟิศประมาณพันกว่าคน และก็จะมีเพื่อนๆ ครอบครัว คือเอามาหมดใครก็ได้ คือเชิญจากงานข้างนอกมาเป็นงานข้างใน องค์กรที่เราทำอยู่เราก็ใช้ประสบการณ์จากบทเรียนที่เราทำกับงานเพื่อนๆ ข้างนอกมาถอดความคิดอะไรบางอย่างที่เราไปทำว่าจริงๆ แล้วที่เราไปทำและก็ประเมินทุกครั้ง การที่เราไปทำกิจกรรม เราก็พยายามมีความรู้ชุดต่างๆ ของวิทยากรในแต่ละเรื่องเข้าไปให้ความรู้กับคนที่ทำกิจกรรม เพราะฉะนั้นมันก็เป็นความรู้เชิงกายภาพต่อสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่รอบๆ ตัว</p>
<blockquote><p>สิ่งที่เราเห็นก็คือ แม้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเปลี่ยนตัวเองได้ในระดับหนึ่งแบบไม่น่าเชื่อ ซึ่งเราไม่อาจมองข้าม อย่างเรามาอ่านสิ่งที่ทุกคนเขียน เวลาเรามาทำกิจกรรมมีอยู่คนหนึ่งเขียนบอกว่าเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบและมี ประสบการณ์มาก่อนในชีวิต กิจกรรมในตอนนั้นคือเราไปปลูกปะการัง แต่เราไม่เคยคิดว่าปะการังสร้างคนให้มาทำงานที่เกี่ยวกับสังคม เป็นเรื่องที่จุดประกายให้คนมาจุดความคิดให้ได้มารู้จักกัน ช่วงเวลานั้นใครจะคิดว่าคนที่อายุจะสี่สิบเป็นเจ้าของธุรกิจมาทำงานเป็นคน รุ่นใหม่แล้วก็ทันสมัย จะบอกว่าผมไม่มีประสบการณ์และมันทำให้ผมมีความคิดชีวิตผมเปลี่ยนไป ซึ่งเราถือว่าสิ่งที่เขาเขียนมาจากใจมันกระทบใจเราก็เลยเห็นว่า งานที่ เรามองว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ ถ้าเราได้เก็บเกี่ยวบางอย่างจากเพื่อนๆ เรา เก็บเกี่ยวนี้คือการที่เราได้ตามว่าเขาเกิดอะไรขึ้นในตัวเขาในระยะเวลาสั้นๆ เรื่องเล็กๆ ที่เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไม่ใหญ่ แล้วถ้าเราได้เชื่อมร้อยเจอกันแล้วก็ได้คุยกัน เราอาจยังต้องเสริมด้วยความรู้เติมลงไป แต่การที่เราได้มาเจอคนรุ่นใหม่ๆ ที่ได้เปิดประตูของตัวเขา อันนี้คิดว่ามันสำคัญและเป็นก้าวที่ให้มันมาเชื่อมร้อยกันและเป็นพลังในระยะ ยาวต่อไปได้ คือเหมือนมีธง อดีตเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่วันนี้ฉันได้เจอตัวฉันแล้ว คือถ้าคนในวงการธุรกิจเขาจะคิดอะไรเป็น เงินไปหมด คือรุ่นใหม่มันเป็นในแนวนั้นหมดแล้ว แต่ทำอย่างไรให้เขามีอะไรได้ให้เขาเข้ามาในชีวิต แต่พอเขาเปิดตรงนี้เข้ามา เขาก็จะขยายและเปิดตัวชีวิตเขาใหม่ วันนี้เขาก็เปลี่ยนไปจากอดีตหลายๆคนก็มาเป็นเครือข่ายที่ได้ผลักดันเรื่อง งานอาสาสมัครให้เกิดแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ออกไปทำงานด้วยกันแล้วกลับมา อย่างบางคนเขาเป็นต่างชาติมาอยู่ในเมืองไทยเขาเกิดที่ญี่ปุ่นไปเรียนอเมริกา เขาก็ไปนอนโฮมสเตย์ คือตอนกลางคืนชาวบ้านก็จะคุยเรื่องราวการต่อสู้สมัยก่อนว่ามาอย่างไรถึงได้ เกิดมีการอนุรักษ์อันนี้เกิดขึ้น เราก็เป็นห่วงว่าคนทำงานออฟฟิศในห้องแอร์นี้จะไปนอนโฮมสเตย์อย่างไรจะลำบาก มั๊ยมันจะถูกบ่นกันมั๊ย ปรากกว่ากิจกรรมทั้งหมดที่เขาชอบคือโฮมสเตย์ และเขาบอกว่าตอนเย็นได้คุยกับชาวบ้าน ได้รู้เรื่องราวการต่อสู้ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ามันมีอยู่จริง คือเราเข้าใจว่าถ้าเราทำงานที่อยู่ในสังคมเราจะเข้าใจเรื่องการต่อสู้เพื่อ การอนุรักษ์ต่อแผ่นดิน ทรัพยากรซึ่งเราอยู่ตรงนี้มานาน แต่อีกฝั่งหนึ่งที่เขาไม่เคยอยู่อย่างนี้คือคนละโลกกันเลยซึ่งไม่เจออะไรแต่ มาเจอกันได้ อันนี้มันเป็นเรื่องที่สำคัญ</p></blockquote>
<p><strong>สร้างเงื่อนไข ให้เกิดแรงบันดาลใจเพื่อสังคม</strong></p>
<p>คือไม่ใช่แค่ไปทำกิจกรรมและจบนะ มันสามารถชื่อมโยงให้ทุกคนมาดูแลกันและกัน ใครเป็นอะไรทุกคนจะรับรู้ หลังจากที่เรามาทำกิจกรรมเรื่องต่างๆ แล้ว ทุกคนก็มีกลุ่มเล็กๆ ของตัวเองคือที่ประทับใจการเกิดของน้องๆ เพื่อนๆ มีอีกกลุ่มคือเขาไปทำของเขาเอง ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มที่เราเห็นก็คือกลุ่มประดาน้ำ อาจจะชอบดูความสวยงาม รักการท่องเที่ยวผจญภัย แต่พอเราพลิกว่าจริงๆ ความสามารถของคุณมันมีค่ามีความหมายมากกว่าการที่คุณไปดูปะการัง ซึ่งมันก็ถูกต้องแล้วในวิถีชีวิตปกติ พอเขาได้ไปกับเรา เขากลับไปอีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเราไปปลูกได้ประมาณไม่มากเท่าไหร่ แต่ปรากฏว่าเขากลับมาอีกทีปลูกได้มากกว่าที่เราไปทำประมาณสิบเท่า และที่สำคัญงานทั้งหมดที่เราทำ คือเราก็ได้รับส่วนสนับสนุนงบเล็กๆ เกิดจากหน่วยงานที่พี่ทำ อีกส่วนหนึ่งก็คือชมรมหาเงินเองไม่ว่าจะขายโน้นขายนี่ และอีกส่วนหนึ่งอาสาสมัคร ส่วนที่ได้เยอะที่สุดคือส่วนที่อาสาสมัครออก จะไปไหนก็แล้วแต่ดูแลตัวเองหมดไม่ว่าจะกินอยู่หลับนอน เพราะฉะนั้นการงานที่เราทำ เราแบ่งงบออกเป็นสามส่วน เราเสียสละมากในการที่เราทำทางองค์กรจะบอกเราว่าทำไมเราไม่ทำกิจกรรมที่มัน เป็น Core Image, Core Event พี่ก็จะบอกว่าวัตถุประสงค์จริงๆ พี่ไม่ได้ต้องการอย่างนั้น ทำไมเราดูเหมือนสะเปะสะปะทำหลายอย่างในสายตาคนภายนอก แต่เราจะบอกว่าวัตถุประสงค์คือต้องการให้คนที่มีความชอบแตกต่างกัน ได้มีโอกาสได้ไปเจอเรื่องที่เขาสามารถกะเทาะเปลือกตัวเราให้ออกไปเจอและก็ไป ทำอย่างอื่นในเชิงลึก หรือว่าเป็นเรื่องที่มีความหมายต่อสังคม ซึ่ง ต้องถือว่ามันเป็นอีกเสต็ปหนึ่ง ในครั้งที่หนึ่งนี้เหมือนเส้นทางชีวิตเราถ้าใครชอบเดินป่า ใครชอบไปทะเล มันจะมีเส้นทางสไตล์ของเขา คนเมืองนะคะมันจะเป็นอย่างนั้น ทีนี้เส้นทางของแต่ละคนที่ชอบ ถ้าเขาได้ไปเจอเรื่องที่มันลึกและมีความหมายของแต่ละเรื่อง และเขาเกิด Inner Mind ต่อส่วนรวมเขาจะสามารถยกตัวเขาไปสู่เรื่องอื่นได้อีกเยอะแยะ แต่ไม่ใช่เอาเรื่องอื่นมาบังคับชีวิต ในขณะที่เราทำงาน น้องๆก็จะบอกว่า พี่ผมโดนถาม ว่าทำไมงานของสิ่งนี้ไม่เน้น อีเว้นท์ หรือคอร์อีเว้นท์ เรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ชัดเจน พี่ก็เลยคุยว่าเหมือนเราได้สนทนากันตลอดกับทีม ก็เลยบอกว่าเราต้องกระจาย เราต้องชัดเจนว่าชมรมเราไม่ได้เน้นต่อผล หรืออีเว้นท์ ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อให้มีอิมเพคต่อ อิเว้นท์ นั้นหรือประเด็นนั้น แต่เรามุ่งเรื่องคนที่จะมีแรงบันดาลใจออกจากกรอบของเราไปสู่เรื่องส่วน รวมการมีส่วนอย่างจริงใจและรัก ต้องบอกว่ารักต่อเรื่องที่เราจะเดินไปให้กับสังคม ซึ่งอันนี้ก็คือรากฐานที่เข้มแข็ง แต่ถ้าคุณไปเพื่ออะไรก็ได้ต่อ อีเว้นท์นี้ แต่ว่าคุณไม่ได้รักมันอย่างลึกซึ้งพอ คุณก็อาจจะไปได้ไม่นานหรือคุณอาจจะต้องเลี้ยวซ้ายไปที่อื่นๆ หรือเลี้ยวไปมา พี่จะบอกว่าตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างชัดเจนเป็นฐานที่สำคัญ</p>
<blockquote><p>ซึ่งตอนนี้เขาพร้อมแล้วที่จะไม่ใช่แค่ทำเรื่องหนึ่งเรื่องใด เขาพร้อมที่จะไปสู่เรื่องใหญ่ เขาพร้อมที่จะมาคุยกันและพร้อมที่จะต่อไปอีก พี่มองว่าเรื่องที่พวกเราทำอยู่เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น ทีนี้ในมุมของพี่ก็คือทำอย่างไรให้มันขยายไปสู่การรับรู้ของคนอีกหนึ่งวง ก็เราได้ความรู้ตรงนั้นจากคนอื่นมาเยอะ และก็พอดีน้องอีกคนหนึ่งที่อยู่ในวง เขาก็จะมีกลุ่ม Computer Current ซึ่ง พวกเราก็ค่อนข้างเชยเพราะว่าพี่เป็นรุ่นก่อน เขาก็มีสมาชิกอยู่ในเว็บประมาณสองพันคน มีการมาแซทมาคุยกัน ทีนี้เราได้รู้แล้วว่าพื้นที่ตรงนั้นมันได้ถูกเกิดการ อินสไตล์ ดึงผู้คนเข้ามาเพื่อที่จะมาต่อสานกับเรื่องเหล่านี้ เลยเห็นว่าการเตรียมการสื่อสารสำหรับคนรุ่นใหม่ๆ พี่ว่าช่องเหล่านี้สำคัญและตอนนี้เรียกได้ว่า สังคมออนไลน์ที่อิสระ อย่าง กูเกิ้ล,ยาฮู ที่เป็นเว็บใหญ่ๆ แต่มันเริ่มมีการเกาะกลุ่มบนเว็บในลักษณะอย่างนี้เยอะ ถ้าเราสามารถเข้าไปและมีการปฏิสัมพันธ์กันได้มันก็ดีทีเดียวก็มองดูว่าตรง นี้น่าสนใจ</p></blockquote>
<p>บางกอกฟอรั่ม <a href="http://www.cser.ktb.co.th/project17.html">http://www.bangkokforum.net/about_us.htm</a><br />
ชมรมกรุงไทยอาสา <a href="http://www.cser.ktb.co.th/project17.html">http://www.cser.ktb.co.th/project17.html</a>                                                                                                   สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา  <a href="http://www.ldinet.org/2008/index.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=464&amp;Itemid=31">http://www.ldinet.org/2008/index.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=464&amp;Itemid=31</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicivicnet.com/blog/2009/04/30/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การปฏิรูปกฎหมายเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทย</title>
		<link>http://thaicivicnet.com/blog/2009/03/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://thaicivicnet.com/blog/2009/03/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Mar 2009 06:58:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องราวน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicivicnet.com/?p=55</guid>
		<description><![CDATA[ผศ.ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล
นักวิจัย ชุดโครงการ MEAs Watch สกว.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ
3 มีนาคม 2552
ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกษตรเชิงพาณิชย์ เครื่องสำอาง หรือยาต่างก็ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีชีวภาพเป็นอย่างมาก อุตสาหกรรมเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลในแต่ละปี ผลักดันให้ธุรกิจด้านไบโอเทคขยายตัวสูงขึ้น ในปี ค.ศ.2006 บริษัทด้านไบโอเทคในประเทศสหรัฐอเมริกามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 73.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับในทวีปยุโรป สินทรัพย์ของบริษัทด้านไบโอเทคก็เพิ่มขึ้นเป็น 62.1 พันล้านยูโร การขยายตัวของอุตสาหกรรมไบโอเทคเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการขยายปริมาณการสำรวจทางชีวภาพ (Bioprospecting) ในประเทศต่างๆ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสมบูรณ์ เช่น ประเทศบราซิล อินเดีย และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา รวมทั้งประเทศไทย
ประชาคมระหว่างประเทศตื่นตัวต่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรม และกังวลต่อปัญหาการลับลอบเข้าถึงและใช้ประโยชน์โดยประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากรพันธุกรรมดังกล่าวไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลย ที่เรียกว่า “โจรสลัดชีวภาพ” (Bio-piracy) และหยิบยกเป็นประเด็นเจรจาในเวที CBD และนำมาสู่การเจรจาเพื่อจัดทำระบอบระหว่างประเทศว่าด้วยการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ (International Regime on Access and Benefit-sharing- IRABS)
บทความนี้จะกล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นในการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย และสอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนตาม CBD โดยบทความนี้จะแบ่งเนื้อหาเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นสภาพปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายในการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><font color="#ff9f9f">ผศ.ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล</font></strong></p>
<p><font color="#ff9f9f">นักวิจัย ชุดโครงการ MEAs Watch สกว.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ</font></p>
<p><font color="#ff9f9f">3 มีนาคม 2552</font></p>
<blockquote><p>ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกษตรเชิงพาณิชย์ เครื่องสำอาง หรือยาต่างก็ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีชีวภาพเป็นอย่างมาก อุตสาหกรรมเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลในแต่ละปี ผลักดันให้ธุรกิจด้านไบโอเทคขยายตัวสูงขึ้น ในปี ค.ศ.2006 บริษัทด้านไบโอเทคในประเทศสหรัฐอเมริกามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 73.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับในทวีปยุโรป สินทรัพย์ของบริษัทด้านไบโอเทคก็เพิ่มขึ้นเป็น 62.1 พันล้านยูโร การขยายตัวของอุตสาหกรรมไบโอเทคเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการขยายปริมาณการสำรวจทางชีวภาพ (Bioprospecting) ในประเทศต่างๆ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสมบูรณ์ เช่น ประเทศบราซิล อินเดีย และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา รวมทั้งประเทศไทย<span id="more-55"></span></p></blockquote>
<blockquote><p>ประชาคมระหว่างประเทศตื่นตัวต่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรม และกังวลต่อปัญหาการลับลอบเข้าถึงและใช้ประโยชน์โดยประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากรพันธุกรรมดังกล่าวไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลย ที่เรียกว่า “โจรสลัดชีวภาพ” (Bio-piracy) และหยิบยกเป็นประเด็นเจรจาในเวที CBD และนำมาสู่การเจรจาเพื่อจัดทำระบอบระหว่างประเทศว่าด้วยการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ (International Regime on Access and Benefit-sharing- IRABS)</p></blockquote>
<blockquote><p>บทความนี้จะกล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นในการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย และสอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนตาม CBD โดยบทความนี้จะแบ่งเนื้อหาเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นสภาพปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายในการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทย ในส่วนที่สองเป็นผลกระทบที่เกิดจากปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวต่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพในเชิงเศรษฐกิจ ถัดไปจะเป็นข้อเสนอแนวทางพัฒนาปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทยเพื่อให้เอื้อและเกิดประสิทธิภาพต่อการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพ และส่วนสุดท้ายเป็นบทสรุป</p></blockquote>
<p><strong><font color="#7f0707">อ่านข้อมูลเพิ่มเติม และดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่ :</font></strong>  <a href="http://www.measwatch.org/autopage/show_page.php?t=19&amp;s_id=91&amp;d_id=91">http://www.measwatch.org/autopage/show_page.php?t=19&amp;s_id=91&amp;d_id=91 </a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicivicnet.com/blog/2009/03/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เดินชมพฤกษาพาเพลิน กับ ชมรมหรี่เสี่ยงกรุงเทพ</title>
		<link>http://thaicivicnet.com/blog/2009/02/24/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%8a/</link>
		<comments>http://thaicivicnet.com/blog/2009/02/24/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%8a/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Feb 2009 04:34:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความเคลื่อนไหวภาคพลเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicivicnet.com/?p=47</guid>
		<description><![CDATA[เรื่อง : ผู้จัดการออนไลน์
หลังจากที่ ถูกเชิญไปเป็นวิทยากรสาธิตและสอนปั้นดินให้กับ ครู,บุคลากร และผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนรุ่งอรุณ อีกทั้งขนผลงานเซรามิกอาร์ตไปจัดแสดงในชื่อ นิทรรศการดลใจ‏ และ เป็นวิทยากรร่วมกับ ดร.อู่ทอง โฆวินฑะ,อ.อรยา สูตะบุตร และ อ.กรินทร์ กลิ่นขจร ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งชมรมหรี่เสียงกรุงเทพ เสวนาในหัวข้อ “ความเงียบงาม” โดยมี อ.ผ่อง เซ่งกิ่ง เป็นผู้ดำเนินรายการ ณ เรือนศิลปะรสิกคาม โรงเรียนรุ่งอรุณ

 ศิลปินหญิง ปานชลี สถิรศาสตร์ ยังได้แจ้งข่าวมาว่ากิจกรรม เยือนมุมสงบกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 ซึ่งใช้ชื่อว่า “เดินชมพฤกษาพาเพลิน” กำลังจะมีขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 07.00 &#8211; 16.30 น. โดยครั้งนี้ได้วิทยากรเป็น ผศ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ ผู้ที่เคยนำสมาชิกชมรมหรี่เสียงฯ และผู้ที่สนใจ ชมกรุงมาแล้วหนหนึ่ง กับกิจกรรม “ย่ำดูเมือง แสนเรืองรอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เรื่อง :</strong> ผู้จัดการออนไลน์</p>
<p>หลังจากที่ ถูกเชิญไปเป็นวิทยากรสาธิตและสอนปั้นดินให้กับ ครู,บุคลากร และผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนรุ่งอรุณ อีกทั้งขนผลงานเซรามิกอาร์ตไปจัดแสดงในชื่อ นิทรรศการดลใจ‏ และ เป็นวิทยากรร่วมกับ ดร.อู่ทอง โฆวินฑะ,อ.อรยา สูตะบุตร และ อ.กรินทร์ กลิ่นขจร ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งชมรมหรี่เสียงกรุงเทพ เสวนาในหัวข้อ “ความเงียบงาม” โดยมี อ.ผ่อง เซ่งกิ่ง เป็นผู้ดำเนินรายการ ณ เรือนศิลปะรสิกคาม โรงเรียนรุ่งอรุณ</p>
<p><span id="more-47"></span></p>
<blockquote><p> ศิลปินหญิง ปานชลี สถิรศาสตร์ ยังได้แจ้งข่าวมาว่ากิจกรรม เยือนมุมสงบกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7 ซึ่งใช้ชื่อว่า “เดินชมพฤกษาพาเพลิน” กำลังจะมีขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 07.00 &#8211; 16.30 น. โดยครั้งนี้ได้วิทยากรเป็น ผศ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ ผู้ที่เคยนำสมาชิกชมรมหรี่เสียงฯ และผู้ที่สนใจ ชมกรุงมาแล้วหนหนึ่ง กับกิจกรรม “ย่ำดูเมือง แสนเรืองรอง มองหามุมสงบของชีวิต” และทุกคนก็ต่างติดอกติดใจร้องขอมาอีก เป็นผู้นำชมพื้นที่สีเขียวกลางกรุงอันเงียบสงบของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p></blockquote>
<p>ซึ่งตามกำหนดการณ์ เวลา 07.00 น. เมื่อสมาชิกทุกคนมาพบกัน ณ ใต้ร่มจามจุรี (ลานหลังพระบรมรูปสองรัชกาล) และรองท้องด้วยอาหารเช้าเบา ๆ พร้อมกาแฟอุ่นๆ ผศ.ยงยุทธ ก็จะพาทุกคนไปเรียนรู้ธรรมชาติพันธุ์พฤกษานอกตำรา พร้อมค้นหาวิธีคิดของศิลปินในสยาม ก่อนที่จะไปเติมพลังใส่กระเพาะ ณ ตลาดสามย่าน</p>
<blockquote><p>หลังจากนั้นมาพบกันอีกครั้งที่ลานใต้ตึกอธิการบดี ต่อด้วยการเดินชมพรรณไม้ที่หอมที่สุดในประเทศ,ชมเรือนไทยสไตล์ตะวันตก และสิ้นสุดการชมพฤกษา ณ สวนครุศาสตร์ แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน ณ ปากอุโมงค์ลอดถนนแห่งเดียวในประเทศไทย</p></blockquote>
<p>ค่าลงทะเบียน คนละ 150 บาท (รวมอาหารเช้า) โดยผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรม ต้องรีบติดต่อไปที่ ปานชลี สถิรศาสตร์ ผ่านทาง quietbangkok@hotmail.com หรือ อ.กรินทร์ กลิ่นขจร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผ่านทาง projectsilence@hotmail.com หรือ โทร. 089 -146-4848 ตั้งแต่วันนี้เป็นเป็นต้นไป เพราะกิจกรรมทุกครั้งที่ผ่านมา เปิดรับสมัครเมื่อไหร่เต็มตลอด และในวันอาทิตย์ อย่าลืมเตรียม หมวก,รองเท้าที่สวมใส่ง่าย เดินสบาย,น้ำดื่ม และกล้องส่องทางไกล เพื่อดูนก ดอกไม้ และใบไม้ ไปด้วย</p>
<blockquote><p><strong>ผศ.ยงยุทธ จรรยารักษ์</strong> “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่สี เขียวกลางกรุงที่สงบเงียบ เหมาะแก่การพักผ่อนหูและตา ทั้งยังมีพันธุ์ไม้หลากชนิดที่น่าเรียนรู้ จึงขอชวนผู้รักต้นไม้มาร่วมกันเดินชมพันธุ์พฤกษ์ เพื่อความเพลิดเพลินใจด้วยกัน”</p></blockquote>
<p>ความเป็นมาของชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ (Quiet Bangkok Club) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 เป็นต้นมา ได้มีการรวมตัวจากกลุ่มคนหลายอาชีพ ที่เล็งเห็นว่า กรุงเทพมีภาวะมลพิษเกิดขึ้นทุกตรอกซอย และอยากให้กรุงเทพเป็นเมืองสงบ มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อรณรงค์แก้ไขมลพิษทางเสียง โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า ชมรมคนรักความเงียบ และ ชมรมคนเกลียดเสียงดัง เพื่อเสนอความคิดของการทำสื่อที่ให้ความรู้เรื่องมลพิษทางเสียงแก่ประชาชน</p>
<blockquote><p>ในปี พ.ศ. 2548 -2549 รถไฟฟ้าบีทีเอส ติดตั้งโทรทัศน์สำหรับพื้นที่โฆษณาที่ชานชาลาและในรถไฟฟ้า ซึ่งมีระดับเสียงเกินมาตรฐานไปมาก มีผู้ร้องเรียนจำนวนมากว่าเสียงดังภายในรถสร้างความเครียดและรบกวนเวลาพัก ผ่อนของผู้โดยสาร ชมรมคนรักความเงียบและชมรมคนเกลียดเสียงดัง ซึ่งขณะนั้นมีสมาชิกอยู่ราวแปดสิบคน ได้ทำจดหมายถึงผู้บริหารบีทีเอส เพื่อเรียกร้องให้ลดเสียง และขอให้ปรับปรุงเป็นโฆษณาที่ไม่ใช้เสียง จนได้รับความสนใจเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ</p></blockquote>
<p>ต่อมาชมรมมีสมาชิกเพิ่มขึ้น ซึ่งมีทั้งนักวิชาการสิ่งแวดล้อม สถาปัตยกรรมศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ วิศวกร แพทย์ ตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน และนักศึกษา ตลอดจนมีผู้ร่วมลงชื่อคัดค้านเสียงดังกว่าห้าร้อยคน จึงได้ก่อตั้งเป็น “ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพ” เพื่อปรับความคิดในการรณรงค์ต่อสู้เสียงดัง มาเป็นการสร้างภาคีความร่วมมือของภาคเอกชนและองค์กรของรัฐ ในการอยู่ร่วมกันในพื้นที่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน โดยใช้เสียงให้เหมาะสมตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก และส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างสำนึกและให้คุณค่าแก่ความเงียบ</p>
<p>เพื่อ ให้เรามีพื้นที่สำหรับการใช้เวลาในการสงบจิตใจ และ ตั้งสติในการดำเนินชีวิต ก่อนที่เราจะหลงทางไปไกลกว่านี้ และหูตึงมากไปกว่านี้</p>
<p><strong>ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์</strong>  <a href="http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9520000020389">h</a><a href="http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9520000020389">ttp://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9520000020389</a></p>
<p><strong>ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพ : </strong><a href="http://www.quietbangkok.org"> </a><a href="http://www.quietbangkok.org">http://www.quietbangkok.org</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicivicnet.com/blog/2009/02/24/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%8a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8216;มีเดียมอนิเตอร์&#8217;ชี้ รายการเด็กหายไปจากหน้าจอทีวี</title>
		<link>http://thaicivicnet.com/blog/2009/02/23/%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://thaicivicnet.com/blog/2009/02/23/%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2009 10:10:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความเคลื่อนไหวภาคพลเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaicivicnet.com/?p=46</guid>
		<description><![CDATA[ผล วิจัยโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อระบุ เรตติ้งรายการทั่วไปเยอะสุด ส่วนรายการเด็กเหลือเพียง1% ขณะที่รายการเพื่อเด็กปฐมวัยหายไปจากจอโทรทัศน์ 

ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (มีเดียมอนิเตอร์) แถลงผลการศึกษารอบที่ 14 เรื่อง &#8216;เรตติ้งรายการโทรทัศน์: จุดเด่นและข้อจำกัด&#8217; ซึ่งเป็นการศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหารายการโทรทัศน์ทุกประเภทของสถานี โทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่อง ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ในช่วงวันที่ 1-7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยดร.เอื้อจิต กล่าวว่า สถานีโทรทัศน์ทุกช่องมีสัดส่วนรายการประเภทความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ (เรตติ้ง) &#8216;ท&#8217; (รายการทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย) มากที่สุด ซึ่งสถานีโทรทัศน์ช่อง3, 5, 9 และTITV มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ50 เนื่องจากอาจเป็นเหตุผลด้านการตลาด เพื่อกำหนด&#8217;กลุ่มตลาดผู้ชมหลัก&#8217; มากกว่าการกำหนดตามสัดส่วนเนื้อหากระจายตามกลุ่มผู้ชมต่างๆ 
ส่วน รายการประเภทเรตติ้ง &#8216;ป&#8217; (รายการที่เหมาะสมสำหรับเด็กในปฐมวัย ช่วงอายุ 3-5 ปี) นั้น ไม่มีในสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่อง ทั้งนี้ รายการเด็กหรือรายการประเภทเรตติ้ง &#8216;ด&#8217; จากที่เคยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10-15 ในทุกช่อง กลับเหลือเพียงร้อยละ 1 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><font size="2" face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif">ผล วิจัยโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อระบุ เรตติ้งรายการทั่วไปเยอะสุด ส่วนรายการเด็กเหลือเพียง1% ขณะที่รายการเพื่อเด็กปฐมวัยหายไปจากจอโทรทัศน์ </font></p>
<p><font face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif"><span id="more-46"></span></font></p>
<blockquote><p><font size="2" face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif">ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (มีเดียมอนิเตอร์) แถลงผลการศึกษารอบที่ 14 เรื่อง &#8216;เรตติ้งรายการโทรทัศน์: จุดเด่นและข้อจำกัด&#8217; ซึ่งเป็นการศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหารายการโทรทัศน์ทุกประเภทของสถานี โทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่อง ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ในช่วงวันที่ 1-7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยดร.เอื้อจิต กล่าวว่า สถานีโทรทัศน์ทุกช่องมีสัดส่วนรายการประเภทความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ (เรตติ้ง) &#8216;ท&#8217; (รายการทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย) มากที่สุด ซึ่งสถานีโทรทัศน์ช่อง3, 5, 9 และTITV มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ50 เนื่องจากอาจเป็นเหตุผลด้านการตลาด เพื่อกำหนด&#8217;กลุ่มตลาดผู้ชมหลัก&#8217; มากกว่าการกำหนดตามสัดส่วนเนื้อหากระจายตามกลุ่มผู้ชมต่างๆ </font></p></blockquote>
<p><font size="2" face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif">ส่วน รายการประเภทเรตติ้ง &#8216;ป&#8217; (รายการที่เหมาะสมสำหรับเด็กในปฐมวัย ช่วงอายุ 3-5 ปี) นั้น ไม่มีในสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่อง ทั้งนี้ รายการเด็กหรือรายการประเภทเรตติ้ง &#8216;ด&#8217; จากที่เคยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10-15 ในทุกช่อง กลับเหลือเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ซึ่งในบางช่องไม่มีเลย ซึ่งอาจตั้งข้อสังเกตุได้ว่าอาจมีปัจจัยบางตัว เช่น การตลาดหรือการโฆษณา แทรกแซงการผลิตรายการสำหรับเด็กดังกล่าว </font></p>
<p><font size="2" face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif">ด้านนายธาม เชื้อสถาปนศิริ หัวหน้านักวิจัยโครงการฯ กล่าวว่า ร้อยละ 53.8 ของรายการโทรทัศน์ทั้งหมด ให้เรตติ้งไม่ตรงกับการศึกษาของโครงการฯ ตรวจวัด ซึ่งมีทั้งการให้ระดับเรตติ้งสูงกว่าเนื้อหาที่เป็นจริงและการให้ระดับ เรตติ้งต่ำกว่าระดับความเป็นจริง โดยช่องที่จัดเรตติ้งไม่ตรงมากที่สุด ได้แก่ ช่องTITV รองลงมาคือช่อง 3, 5, 11 และช่อง 7 อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสถานีโทรทัศน์ที่มีสัดส่วนรายการที่ไม่ระบุเรตติ้ง มีสูงถึงประมาณร้อยละ 40 </font></p>
<blockquote><p><font size="2" face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif">ดร.วิลาสินี พิพิธกุล อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม(สสส.) กล่าว ว่า สถานีโทรทัศน์มีการจัดเรตติ้งเพียงร้อยละ 40 อาจเนื่องจากเครื่องมือวัดเรตติ้งมีความซับซ้อนและยุ่งยาก โดยตัวแปรหลายตัวมีรายละเอียดมากเกินไปและกว้างเกินไป ทั้งนี้ ดร.วิลาสินี ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ควรรื้อสร้างความเคยชินต่อความรุนแรงในสังคมและวัฒนธรรมไทย และทำให้เครื่องมือการใช้เรตติ้งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการรับสื่อในบ้าน เรา </font></p></blockquote>
<p><font size="2" face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif">&#8216;ดิฉันคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะมันฝังอยู่ในระบบคิดและวัฒนธรรมของคนไทย ในขณะที่เรื่องเพศและการใช้ภาษา เราอ่อนไหวกับมันค่อนข้างมาก สังคมไทยอ่อนไหวกับเรื่องนี้มากกว่าเรื่องความรุนแรง เพราะฉะนั้นอาจเป็นสาเหตุที่เรามีตัวแปรเรื่องความรุนแรงเยอะ เครื่องมืออันนี้เป็นเครื่องมือที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน แต่ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จของเครื่องมือนี้อยู่ที่ผู้ผลิต จำเป็นที่สุด คือผู้ผลิตและสถานีต้องเป็นผู้จัดการเครื่องมือนี้ด้วยตัวเขาเอง โดยภาคสังคมเป็นฝ่ายหนุนทัพหรือส่งเสริม&#8217; ผู้อำนวยการ สสส. กล่าว </font></p>
<blockquote><p><font size="2" face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif">ด้านนายประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 กล่าว ว่า ความยุ่งยากของการจัดเรตติ้งของประเทศไทย เนื่องจากใช้มาตรฐานของต่างประเทศ ซึ่งมีมานานกว่า 10 ปี ประกอบกับข้อแตกต่างระหว่างไทยกับต่างประเทศคือรสนิยมในการชมรายการของผู้ชม จึงขอความเป็นธรรม อย่ามองเป็นความบกพร่องของสถานีเพียงอย่างเดียว </font></p></blockquote>
<p><font size="2" face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif">&#8216;เรา เองพยายามจะทำแต่สิ่งดีๆ เราไม่ค่อยหยิบมาพูดกัน อย่างเช่น แฟนพันธุ์แท้ อัจฉริยะข้ามคืน กล่องดำ เป็นความรู้ทั้งนั้น แต่ไม่มีใครพูดถึง เราพูดถึงแต่นางเอกตบกับตัวร้าย เราพูดถึงแต่กรรชัย (กำเนิดพลอย) แล้วจะหาโอกาสให้รายการดีๆ แทรกขึ้นมาได้อย่างไร ผมจะหาโอกาสไปเดินสำรวจเรื่องที่ผมพยายามจะทำให้ได้ที่สุด ก็คือ รายการ ถ้าคุณแน่ อย่าแพ้ป.4 ว่าทำออกมาแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ คนดูรับหรือไม่ เราเรียกร้องขอรายการดีๆ ผมเชื่อว่ายังมีคนอยู่เยอะมากที่ไม่เคยดู จะเรียกร้องอะไรดีๆ ต้องช่วยกันด้วย&#8217; นายประวิทย์ กล่าว </font></p>
<p><font size="2" face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif"><font color="#4f3636"><strong>ที่มา</strong></font>  :  </font><a href="http://mediamonitor.in.th/"><font face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif"><font size="2">http://mediamonitor.in.th/</font></font></a></p>
<p><font size="+0" face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif"><br />
</font><font face="tahoma,arial,helvetica,sans-serif"> </font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaicivicnet.com/blog/2009/02/23/%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
